ดอยม่อนจอง ภูเขาสูงเกือบ 2 พันเมตรเหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ติด 1 ใน 10 ภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย วิวสวยทุกมุม สบายตาทุกองศาการมองเห็น ทริปแรกของปีมีความงดงามให้เราได้เก็บใส่กล่องความทรงจำมากมาย "ท้องฟ้าสวยงามกลับมาแล้ว"
Blog นี้ จะแบ่งเป็น 4 Part สามารถเลือกอ่าน เลือกดู เลือกข้าม ได้ตามใจชอบเลยน้าาา จะพยายามให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และรูปสวยบ้างไม่สวยบ้าง ให้ดูเยอะ ๆ เลย




ไฮไลท์ของม่อนจองของเราในครั้งนี้ เราขอยกให้เป็น "การปล่อยให้เวลาผ่านไป นั่งเอามือซุกกระเป๋า มองพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าด้วยกัน" มันดีมาก ๆ จริง ๆ




Part 1 | แผนการเดินทาง

Day 0 : 5 มกราคม
20.00 น. นัดเจอกันที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์
20.30 น. ออกเดินทางโดยรถตู้เช่าเหมาคัน
Day 1 : 6 มกราคม
07.30 น. เดินทางถึงอำเภออมก๋อย กินมื้อเช้าและเตรียมเสบียงรวมถึงน้ำดื่มด้วย (30 นาที)
08.00 น. ออกเดินทางต่อไปยัง หน่วยพิทักษ์ป่าปางตึง
09.00 น. ถึงหน่วยปางตึง เช็คชื่อ ลงทะเบียน และชำระค่าบริการ
09.30 น. ถึงหมู่บ้านมูเซอ ติดต่อลูกหาบ รถโฟล์วิล เข้าห้องน้ำ เปลี่ยนชุดและจัดสัมภาระให้พร้อมเดินทาง
10.10 น. เริ่มออกเดินทางโดยรถโฟล์วิล
10.30 น. ถึงจุดตรวจ หน่วยพิทักษ์ป่าอุ้มหลวง
11.20 น. ถึงจุดเริ่มเดินเท้า
12.20 น. พักทานมื้อกลางวัน
12.40 น. เดินต่อ
14.30 น. ถึงเนินหมาหอบ
16.40 น. ถึงแคมป์ กางเต็นท์ ปลดสัมภาระ
17.00 น. เริ่มเดินไปจุดชมวิว
19.10 น. กลับถึงแคมป์ ทำกับข้าว กินข้าว เช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า และพักผ่อน
Day 2 : 7 มกราคม
06.30 น. ตื่นนอน เช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมลง
07.00 น. กินข้าวเช้า เก็บเต็นท์และสัมภาระ
08.10 น. เริ่มเดินเท้ากลับไปยังจุดเริ่มเดิน
11.00 น. ถึงจุดเริ่มเดิน และขึ้นรถกลับไปยังหมู่บ้าน
12.20 น. ถึงหมู่บ้าน จ่ายค่ารถ ค่าลูกหาบ และแยกย้ายกันอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า
13.00 น. กินข้าวกันที่หมู่บ้าน ช้อปปิ้งสินค้าชาวเขาก่อนกลับ
14.30 น. เริ่มออกเดินทางกลับ
19.30 น. แวะกินข้าวต้มตาโต้ง จ. ตาก
01.00 น. เดินทางถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ
Part 2 | บันทึกการเดินทาง

ทริปนี้มีสมาชิก 6 คน เพื่อนพ้องน้องพี่ได้กลับมาเดินทางด้วยกันอีกแล้ว ดีใจจังเล้ยยยยยย

พวกเรานัดกันที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ เรามาถึงก่อนเวลา นั่งรอจุดนั่งพัก สะดวกสบายและกว้างขวางมาก แอร์เย็นฉ่ำว้าวสุด มีจุดบริการชาร์จมือถือให้อีกด้วย เตรียมตัวออกเดินทางได้ ฉันพร้อมจะไปแล้วนะเพื่อน






สองทุ่มครึ่งเป้งงงง!!! ตรงเวลากันสุด เตรียมออกเดินทางกันทันที แวะฉิ้งฉ่องปั้มเดียว จากนั้นเราตีตั๋วนอนยาว พวกเรา 6 คน กับรถตู้ 9 ที่นั่ง นอนเหยียดกันให้สุดไปเลยจ้าาา



หลับบ้างตื่นบ้างคงเป็นเรื่องปกติของการนอนบนรถ แต่ถึงอย่างไรชั่วโมงการนอนก็เพียงพอเหลือ ๆ อรุณสวัสดิ์เช้าที่สดใส อมก๋อยแล้วโว้ยยย





พวกเราเข้าห้องน้ำ กินมื้อเช้าเป็นข้าวเหนียวไก่ทอด ห่อมื้อกลางวันเป็นข้าวเหนียวหมูย่าง ไก่ยอทอด และไข่ต้มกับซีอิ้วภูเขาทอง จุดนี้เป็นเซ่เว่นสุดท้ายแล้ว พวกเราซื้อเสบียงกันที่นี่ เสบียงของเราก็จะมี ข้าวสารหอมมะลิถุงเล็ก ปลากระป๋อง น้ำซุปชาบู น้ำพริกและเครื่องปรุงนิดหน่อย ผักและเนื้อหมูเดี๋ยวไปขอซื้อกับชาวบ้านเอา
ก่อนจะเข้าไปยังหมู่บ้านมูเซอ จะต้องไปยืนยันตัวตนการเข้าศึกษาเส้นทางธรรมชาติที่หน่วยพิทักษ์ป่าปางตึงก่อน จุดนี้เจ้าหน้าที่จะทำการเช็คชื่อโดยการตรวจบัตรประชาชนทีละคน เมื่อเรียบร้อยแล้วก็ดำเนินการชำระค่าบริการ คนละ 60 บาท จะได้หลักฐานเป็นใบเสร็จ ใบขออนุญาตเข้าพื้นที่ และตั๋วอุทยาน และต้องเก็บไว้ให้เจ้าหน้าที่ จุดตรวจก่อนขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

จากนั้น มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านมูเซอ จุดเริ่มเดินที่พวกเราเลือก ที่นี่เป็นหมู่บ้านชาวเขา คนที่นี่จะตัวเล็ก ๆ แทบจะตัวเท่า ๆ กันหมดเลย อาชีพส่วนใหญ่คือเกษตรกรรม บางบ้านก็ค้าขาย และหลาย ๆ คนก็ทำกิจการอำนวยความสะดวกให้กับนักศึกษาธรรมชาติเช่นพวกเรา เช่น ให้บริการ Home stay, ให้บริการห้องน้ำ, ให้บริการรถโฟล์วิล รวมไปถึงบริการหาบสัมภาระ (ลูกหาบ) ภาษาที่ใช้คือ ภาษาลาหู่ มีรากเหง้าภาษามาจากตระกูลจีน - ทิเบต ระหว่างทางที่เราเดิน เราก็เรียนภาษากับชาวบ้านระหว่างทางไปด้วย ได้มาหลายคำอยู่เหมือนกัน เอาไว้ใช้พูดโต้ตอบให้เขาชื่นใจ จะได้เพิ่มโอกาสในการเห็นใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเล็ก ๆ ของเขาด้วย

เมื่อลงรถปุ๊บ ก่อนทำสิ่งอื่นสิ่งใด สายตามองเห็นสตรอเบอร์รี่ลูกแดงน่ากิน ขอซื้อไปกินข้างบนด้วยละกานนน 1 กิโลฉ่ำ ๆ

เราสามารถติดต่อลูกหาบ และรถโฟล์วิลที่จุดบริการได้เลย ทางอุทยานฯ จะประสานงานส่งยอดเข้ามาที่หมู่บ้าน เพื่อจัดเตรียมไว้เพียงพอต่อผู้ใช้บริการ เราเดินไปที่จุดบริการ แจ้งขอลูกหาบ 2 คน และ รถ 1 คัน เขาก็ส่งคนเดินตามมายังรถของเราทันที รวดเร็ว ทันใจ และขั้นตอนกระชับดี อันนี้ชอบ พวกเราจัดแยกสัมภาระส่วนกลาง น้ำดื่ม และอาหาร ให้ลูกหาบ ส่วนสัมภาระส่วนตัว ใครใคร่จะแบกเองก็แบก ใครใคร่จะจ้างก็เอาตามสะดวก เราจัดของ เข้าห้องน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า ใช้เวลาตรงนี้สักพักหนึ่งก็พร้อมออกเดินทางล้าวววว ไปกั๊นนน


รถคอกซิ่งที่แท้ทรู เส้นทางออฟโรดพอสมควร ถึงแม้จะไม่โหดจนใจหวิว แต่ระยะทางก็ไกลเอาเรื่อง ไม่รู้ว่ากี่กิโลเมตร แต่ใช้เวลาไปมากกว่าหนึ่งชั่วโมงแน่นอน ใช้ร่างกายเยอะเหมือนกันนะ เกร็งจนปวดแขน แต่ก็เป็นสีสันของการเดินทาง โคลงกันไปเคลงกันมา สนุกดี ดีกว่าเดิน ฮ่าฮ่า พยายามจะกดชัตเตอร์มาสักแชะหนึ่ง แต่ใจไม่กล้าพอ กลัวปล่อยมือแล้วจะกระเด็นออกนอกรถ ขับไปสักครู่ก่อนจะถึงจุดเริ่มเดิน ต้องแวะ Check Point ที่ หน่วยพิทักษ์ป่าอุ้มหลวงเสียก่อน จุดนี้ที่รถหยุดนิ่ง จึงได้ถ่ายรูปมาให้ดูกัน



ไปต่อจนถึงจุดเริ่มเดิน ถูกตัดกำลังแขนขาไปหน่อยนึงละ ต่อไปนี้เตรียมพบกับขุนเขาและความสดชื่นเต็มปอดได้เลยยยยย

ลูกหาบที่นี่น่ารักมาก ๆ ใส่ชุดสีสันสดใส มองไปก็ทำให้พวกเรารู้สึกสดใสไปด้วย




เนินแรกก็ทำเอาท้อ ทางลาดลงยาวมากกกกก นึกถึงวันพรุ่งนี้ที่จะต้องเดินกลับขึ้นมา ฮ่าฮ่า เอาวะ ช่างมันไปก่อน เรื่องของวันพรุ่งนี้ก็ปล่อยให้วันพรุ่งนี้ทำหน้าที่ของมัน



ป่าแถบนี้เป็นป่าดิบเขา ไม้ผลัดใบ มีพันธุ์ไม้นานาชนิด ค่อนข้างแน่นทึบ แสงผ่านเรือนยอดไม้ชั้นบนได้น้อย ตามลำต้นและกิ่งก้านของไม้ยืนต้น มีพืชอิงอาศัยเกาะอยู่แน่น จำพวกกล้วยไม้ ไลเคน มอส ส่วนพื้นล่างของป่าร่มครึ้มตลอดทั้งวัน เดินชิว ๆ มีแดดส่องบ้างนิดหน่อย เดินไปเรื่อย ๆ เหนื่อยก็พัก แวะชมความน่ารักของพืชพรรณข้างทาง
































พวกเราเดินทางด้วยกันหลายทริป และชวนกันไปหาทำ หาเหนื่อยไปด้วยกันอยู่เสมอ ต่างคนต่างดึงศักยภาพของกันและกัน ให้กำลังใจ ผลักดันกันให้แกร่งขึ้น อดทนมากขึ้น





วิวระหว่างทางมันทำให้รู้สึกว่าได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติจริง ๆ



ไม่ช้าไม่นาน พวกเราก้าวเท้ามาถึงเนินที่ขึ้นชื่อว่าชันที่สุดก่อนจะถึงแคมป์บนดอยม่อนจอง นั่นก็คือ เนินหมาหอบ จุดที่ยากที่สุดคือจุดที่ความคิดเราบอกว่ายาก สุดท้ายแล้วการตัดใจ ค่อย ๆ ก้าวต่อไป ทีละก้าว ทีละก้าว มันจะทำลายไอคำว่ายากในหัวของเราไปหมดสิ้น พ้นจากจุดนี้ไป ก็จะมองวิวได้แบบ 360 องศา ถัดไปจะเป็นเนินหญ้า คล้ายบ้ายของเทเลทับบี้ แต่เนินสูงและใหญ่กว่ามาก เรียกว่า สนามกอล์ฟช้าง

















ยังพอมีเวลาก่อนจะถึงช่วง Sunset พวกเราไม่รีบร้อนที่จะย่ำเท้าไปให้ถึงแคมป์ เพราะบรรยากาศตรงนี้มันสุดยอดไปเลย ท้องฟ้าโล่งแจ้ง มองไปไกลสุดลูกหูลูกตา ไม่มีร่องรอยของสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเลย มีแต่ธรรมชาติ นาน ๆ ได้มาสัมผัสใกล้ชิดกับอะไรแบบนี้ มันรู้สึกได้รับพลังเหมือนกันนะ พลังจากอะไรไม่รู้ แต่มันมีจริง ๆ นะ




เก็บบรรยากาศกันเต็มที่แล้วก็เดินต่อไปยังแคมป์ เนื่องจากพวกเรามาถึงเป็นกลุ่มท้าย ๆ ก็จะต้องตั้งแคมป์ไกลหน่อย แต่ก็มีเพียงพอสำหรับทุกคน แคมป์ของที่นี่ เป็นเหมือนหลุมหลบภัย อยู่ในหุบเขาพอดี มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมพอสมควร ช่วยกันลมได้เป็นอย่างดี มีพื้นที่ราบพอให้ได้นอนสบาย และที่เซอร์ไพรส์มากเลยก็คือ มีแหล่งน้ำและห้องส้วม แล้วส้วมดีด้วยนะ



หลังจากที่กางเต็นท์เรียบร้อยแล้ว พวกเราเตรียมเสื้อกันหนาว ไฟฉาย และน้ำดื่มนิดหน่อย เพื่อให้พร้อมต่อการเดินไปชมพระอาทิตย์ตก ไปนั่งเฝ้าท้องฟ้าด้วยกัน





เวลาผ่านไปช่างไวมากจริง ๆ แสงอาทิตย์ช่วงเวลานี้มันช่างวิเศษมาก ๆ ดีใจที่ได้อยู่ด้วยกันตรงนี้นะ นอกจากลืมความเหน็ดเหนื่อยไปหมดแล้ว ยังพร้อมปะทะความยากเย็นทุกอย่างที่จะเข้ามา มาเลยโว้ยยยย ฉันไม่กลัวหรอก ฉันมีธรรมชาติเป็นเครื่องมือเยียวยาใจ






ยิ่งขึ้นที่สูง คนที่มอบความอบอุ่นให้ยิ่งสำคัญ ฟ้าจะสวยแค่ไหน ถ้าไม่มีคนที่อยากให้มาดูด้วยกัน มันจะไปมีความหมายอะไร อยู่มองท้องฟ้าด้วยกันไปนาน ๆ เลยน้าาาา









ฟ้าค่อย ๆ พลบค่ำ อุณหภูมิค่อย ๆ ลดลงอย่างรวดเร็ว จากตอนที่พระอาทิตย์ยังสาดแสงอยู่ จะอยู่ที่ 19 - 20 °C แต่พอเดินถึงแคมป์ อุณหภมิแตะต่ำสุดที่วัดได้ ประมาณ 15 °C





ระหว่างที่เดินกลับแคมป์ มืดมาก หนาวมาก แต่แสงที่สวยขนาดนี้ ขอต่อเวลาอีกหน่อยน้าาา





แลดูเป็นคนเท่ขึ้น 3,000%





เมื่อกลับถึงแคมป์แล้ว ก็เตรียมทำมื้อเย็นและกินข้าวด้วยกัน เมนูสุดพิเศษของพวกเราเด็ด ๆ ทั้งนั้นเลย มีชาบูหมูสไลด์ไว้ซดน้ำร้อน ๆ ปลากระป๋อง และกะหล่ำปีผัดน้ำปลา กินกับข้าวสวยหอม ๆ อร่อยสุด ๆ แถมยังมีตบท้ายด้วยสตรอเบอร์รี่หวานฉ่ำอีกด้วยน้า



ภารกิจต่อไปคือ เช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า แปรงฟัน เตรียมที่นอน เมื่อไม่มีแสงอาทิตย์แล้ว จะทำอะไรมันก็ยากไปหมดเลย มือไม้แข็งไปหมด หนาวมาก ๆ ก่อนนอนสวมถุงเท้าเพิ่ม ใส่เสื้อกันหนาว ห่อด้วยถุงนอนอีกที หลับสบายเลย ตื่นเช้ามาวัดอุณหภูมิกที 15.3°C คิดว่าเมื่อคืนนี้อาจจะเย็นกว่านี้เล็กน้อย

มื้อเช้าโดยพี่รมย์อีกแล้ว ตื่นมาหุงหาอาหารให้พวกเราก่อนใคร เมื่อกินเสร็จ พวกเราก็ทยอยเก็บข้าวของเตรียมตัวเดินทางกลับกัน ประมาณ 08.10 น. เราก็เริ่มเดิน


ขาก็อ่อนล้าอยู่หน่อย ๆ แต่ไหวอยู่แล้วค่าาา สบายมาก แต่เนินสุดท้ายทำเอาท้อเลยนะ โคตรยาวและชันมาก เหนื่อยอยู่หลายหอบกว่าจะถึง










แต่ก็ผ่านมาได้ ชะโย้วววว เตรียมกลับเข้าหมู่บ้านกันอีกครั้งจ้า

เมื่อมาถึงหมู่บ้าน พวกเราจัดการจ่ายค่ารถโฟล์วิล จ่ายค่าแบกสัมภาระกับลูกหาบ แล้วแยกย้ายกันไปอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า ทำภารกิจส่วนตัว และกินมื้อกลางวันกันในหมู่บ้านนี่แหละ มีร้านค้าคอยให้บริการ อาหารง่าย ๆ เช่น ข้าวไข่เจียว ข้าวราดแกง มีก๋วยเตี๋ยวด้วยนะ ใส่กะหล่ำปลีด้วย เราชอบมาก มีผลไม้สด ๆ จากไร่วางจำหน่ายเพียบ ที่สำคัญราคาคุ้มค่าสุด ๆ ทั้งสตรอเบอร์รี่ อโวคาโด้ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีเครื่องดื่มครบ ชา กาแฟ น้ำปั่น อยากบอกว่าเราสั่งชาเขียวปั่นมากิน รสชาติดีเอาเรื่องเลยนะ


ก่อนจะถึงกรุงเทพฯ แวะกินข้าวต้มอร่อย ๆ ที่จังหวัดตาก ก่อนจะนอนหลับยาว ๆ และตื่นเช้าไปทำงานที่เรารักกันต่อ




ถ้าจะให้สรุปแบบสั้น ๆ สำหรับม่อนจอง คือ เดินชิว วิวสวยสัส ๆ แล้วกันนะค้าาา ใด ๆ คือ ทริปนี้ แฮปปี้มากง้าบบบบบ สำหรับสรุปค่าใช้จ่ายและเรื่องอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์ สามารถอ่านได้จาก Part ถัดไปด้านล่าง ไว้เจอกันใหม่ทริปหน้า ขอบคุณค้าบบบ

เนื่องจากช่วยกันจ่าย เราจึงสรุปมาโดยละเอียดพอสมควร และเฉลี่ยแล้ว 6 คน จะอยู่ที่ 3,000 บาท ต่อคน แต่ถ้าใครรวบรวมเพื่อนได้อีก ก็จะเซฟค่ารถและค่าน้ำมันรถไปได้พอสมควรเลย มีค่าอะไรบ้างไปดูกัน
1. ค่าเช่ารถพร้อมคนขับ 7,000 บาท
2. ค่าน้ำมันรถ 4,490 บาท (ดีเซลธรรมดา)
3. ค่าลูกหาบกองกลาง 960 บาท (กก.ละ 40 แบกให้ทั้งขึ้นและลง)
4. ค่าทิปลูกหาบและคนขับรถโฟล์วิล 500 บาท
5. ค่าน้ำดื่มและเสบียง 545 บาท
6. ค่าธรรมเนียมอุทยาน 360 บาท
7. ค่ารถโฟล์วิลพร้อมคนขับ 3,000 บาท
8. ค่าข้าวต้มมื้อดึก 600 บาท


1. ต้องจองล่วงหน้ามาก่อนเท่านั้น การตรวจของเจ้าหน้าที่ มีขั้นตอนที่ยากต่อการสวมสิทธิ มีการตรวจบัตรประชาชนตัวจริงเทียบกับเอกสารที่ลงทะเบียน
2. สามารถติดตามข่าวสารการเปิด - ปิด เส้นทางศึกษาธรรมชาติดอยม่อนจองได้ที่ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 - เชียงใหม่ เพจ สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า Wildlife Conservation Office, Thailand หรืออาจจะเข้าไปตรวจสอบได้ที่ลิงค์ลงทะเบียนของกรมอุทยานฯ ได้เลย เว็บไซต์ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จังหวัดเชียงใหม่ หรือสามารถติดตาม เพจ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย ได้โดยตรง
3. มีการกำหนดจำนวนนักท่องเที่ยวไม่เกิน 230 คนต่อวัน และเปิดให้เดินศึกษาธรรมชาติแค่ 3 เดือน คือ กลางเดือน พ.ย. - กลางเดือน ก.พ. อีกทั้ง ยังไม่ได้เปิดครบทั้ง 7 วัน/สัปดาห์ ผู้สนใจต้องติดตามอย่างใกล้ชิด กดติดดาวรอข่าวอัพเดตอยู่เสมอ
4. การเดินทาง หากใช้รถประจำทางจากการสอบถามคนพื้นที่ สามารถนั่งรถมาลงตัวเมืองเชียงใหม่ แล้วเหมารถแดง หรือ รถตู้แต่อย่าลืมว่าต้องโทรจองก่อน เพราะรอบรถมีจำกัด รถตู้รับจ้างคือสาย เชียงใหม่ - อมก๋อย สำรองที่นั่งโทร. 089-559-6486, 093-271-7859 และ 084-369-9477
5. ถ้าเดินทางด้วยกันหลายคนก็เหมารถตู้ลากยาวจากกรุงเทพฯ ไปเลย สะดวก และสามารถแวะได้ตามใจ ราคาประหยัดกว่าใช้รถประจำทาง
6. ด้านบนไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกใด ๆ แต่มีส้วมให้ ถือว่าดีมาก ๆ แล้ว ให้เตรียมไปให้พร้อม เช่น อาหาร น้ำดื่ม ไฟ และเครื่องกันหนาว
7. มีศูนย์บริการนักท่องเที่ยว 2 ศูนย์ ได้แก่ บ้านห้วยปูลิง และ บ้านมูเซอ
8. ระยะทางเดินเท้า 6-7 กิโลเมตร แต่ระยะทางของรถโฟล์วิลกว่าจะถึงจุดเริ่มเดินก็ค่อนชั่วโมงอยู่เหมือนกัน
9. ควรถึงศูนย์บริการไม่เกิน 12.00 น.
10. อย่าลืมว่าต้องลงทะเบียนที่หน่วยฯ ปางตึง ก่อนไปศูนย์บริการนักท่องเที่ยว สำหรับใครที่กลัวงง จดลำดับไว้เลยคือ 1) ซื้อเสบียงที่ ที่ว่าการอำเภออมก๋อย มีมื้อเช้าและมีเซเว่นสุดท้าย
2) มุ่งหน้าไป หน่วยพิทักษ์ป่าปางตึง เพื่อทำการลงทะเบียน และชำระค่าบริการ
3) ไปต่อยัง หมู่บ้านมูเซอ หรือ หมู่บ้านห้วยปูลิง แล้วแต่ว่าใครลงทะเบียนไว้ที่ไหน

Charri
วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 เวลา 11.19 น.






