เมื่อเดินทางคนเดียว เพื่อประหยัดเวลาเราเลยเลือกที่จะจอยทริปโบรโม่ และจอยทริปคาวาอีเจี้ยนค่ะ
เกือบทุกที่พักจะมีจอยทริปขาย (ที่พักเราจองจาก booking.com, Agoda.com) ราคาขายจะแตกต่างไป ขึ้นกับว่าที่พักนั้นๆ บวกเพิ่มเท่าไหร่
โบรโม่ – เราเลือกพักที่เมือง Probolingo ค่าจอยทริป 600,000 idr หรือประมาณ 1200 บาท
คาวาอีเจี้ยน – เราเลือกพักที่เมือง Banyuwangi ค่าจอยทริป 435,000 หรือประมาณ 860 บาท (ราคามาตรฐานแบบไม่++ คือประมาณ 300,000 idr ไม่รวมใบรับรองแพทย์
ตอนทั้งหมดในทริปนี้
1.แพลนเที่ยว ทริค และการเดินทางจากจาการ์ตา ยอกยาการ์ตา จนถึงเกาะบาหลี
https://th.readme.me/p/76572
2.สองวันในยอกยาการ์ตาด้วยรถสาธารณะ แวะวังสุลต่าน ปรัมบานัน และบุโรพุทโธ เทวสถานฮินดูและพุทธที่ใหญ่สุดในอินโดนีเซีย
https://th.readme.me/p/76573
4.เดย์ทริปไปเกาะNuda Penida เพื่อพบปะกับกระเบนราหู และ จอยทัวร์เที่ยว Ubud
https://th.readme.me/p/76575
Bromo sunrise tour
พอถึงป้าย Probolingo สถานีรถไฟที่ใกล้ภูเขาไฟโบรโม่ที่สุดชาวแบกเป้ทั้งหลายก็เตรียมตัว (มีลากเป๋าด้วย แต่อัตราส่วนน้อยมาก) ได้ยินคนท้องถิ่นบนรถไฟบอกกันเองว่าโบรโม่ๆ
วิธีไปเยือนภูเขาโบรโม่ ถ้าเอาง่ายสุด และจำนวนคนถึงก็คือทัวร์ส่วนตัวเลย แต่ขาใดขาหนึ่ง หรือทั้งสองขามักจะจบที่เมือง Surabaya

วิธีที่ 2 แบบประหยัดงบสุดๆ คือนั่งรถไฟมาลง Probolingo แล้วเช่ามอเตอร์ไซค์ขับ เรียกมอไซค์/แท็กซี่ หรือรอรถตู้สาธารณะเต็มคันรถ
ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟ Probolingo จะมีรถตู้ไปเมืองใกล้กับโบรโม่อยู่ ออกรถเมื่อเต็มคันเท่านั้น เคยเจอรีวิวว่าบางทีรอตั้งแต่ตีสี่ยันบ่ายสามแล้วรถก็ยังไม่เต็มคัน เลยต้องเหมารถตู้เอา มีกี่คนก็หารกันไป เพื่อไปพักยังหมู่บ้านตีนเขาโบรโม่
ค่ารถวิธีนี้แล้วแต่ต่อรอง ข้อดีคือสามารถขึ้นโบรโม่ตอนไม่มีคน และจะอยู่นานแค่ไหนก็ได้
ข้อเสียคือ ควบคุมเวลาได้ยาก เว้นแต่จะเหมารถ (รอบรถไฟที่ผ่าน Probolingo วันนึงมีไม่เยอะ ถ้าตกขบวนนึงแพลนรวนเลย)
ตอนแรกว่าจะใช้วิธีนี้ แต่ถ้าให้เซฟต้อง 3 วัน 2 คืน แบบนี้ไม่พลาดรถไฟรอบสุดท้ายแน่ๆ แต่เราคิดว่ามันใช้เวลาเยอะไปสำหรับโบรโม่ที่เดียว
คำเตือนที่ติดไว้ในที่พักของเรา

วิธีที่ 3 พักมันที่ Probolingo แล้วซื้อจอยโบรโม่ทัวร์จากที่พักไป 5555 สบายใจ และมีแพลนเวลาแน่นอน สถานีรถไฟก็เดินไปได้ ไม่นานก็ถึง สามารถทำให้มันเป็น 2 วัน 1 คืนได้
ราคาจอยทัวร์ที่ที่พักเราขายคือ 600,000 idr = 1200 บาท โดยประมาณ
ราคา Net ไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มแล้ว เว้นแต่จะนั่งม้าแทนการเดินขึ้นโบรโม่

รีวิวการจอยโบรโม่ของเรา
ตื่นเที่ยงคืนกว่าๆ เพื่อรอรถมารับไปโบรโม่ตอนพระอาทิตย์ขึ้น
สิ่งที่เจอคือ
- อากาศตอนเช้าค่อนข้างหนาว แต่เมื่อต้องลงเดินขึ้นเขาตอนตี 3 ร่างกายเลยอุ่นขึ้น ไม่หนาวมาก
เรา 3 ชั้นคือ เสื้อธรรมดา + เสื้อ Fleece กันหนาว + เสื้อกันลม
- รถจี๊บเยอะมาก เป็นร้อยๆ คัน จากเมืองต่างๆ รอบๆ
- รถติด สุดท้ายลงเดิน ให้ถ่ายรูปป้ายทะเบียนรถไว้ ตอนขากลับจะได้หาเจอ
มีสองเลน คุณพรี่ก็ขับเบียดเป็น 3 เลน แบบนี้ยาวววว เป็นกิโลๆ ตอนเดินขึ้นคือสงสัยมากกว่า จะกลับกันยังไงหว่า 55

ที่เห็นเป็นเส้นๆ คือรถค่ะ รถทั้งหมดเลย

- เดินขึ้นไปวิวพ้อยตอนตี 4 5555 จับจองพื้นที่มุมนึงไว้
- พอฟ้าสว่างก็ค่อยๆ ขยับขยายไปจุดอื่น คนเยอะมาก คนเป็นหนอน

- รถจี๊บหายไปไวมาก ลงมาตอนหกโมงก็คือ การจราจรคล่องตัวแล้ว

Bromo crater ใจกลางภูเขาไฟโบรโม่

เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว รถจิ๊บหลากสีมาจอด ณ ลานจอดรถก่อนขึ้นปล่องภูเขาไฟ
ใครไม่อยากเดินก็จ่ายเงินขี่ม้าไปตรงบันไดทางขึ้น (ได้ยินว่าค่าขี่ม้าต่อขาอยู่ที่ 80,000-100,000 idr)

ช่วงแรกที่เดินเป็นทรายภูเขาไฟ เดินลำบากนิดนึง เดินไปจมไป ไปตามทางขึ้นเขาเรื่อยๆ ก็จะเจอกับบันได ที่พาไปยังปากปล่องภูเขาไฟ


แนะนำให้เอาผ้า หรือหน้ากากป้องกันฝุ่นมาใส่ เพื่อกันฝุ่นทรายค่ะ ค่อนข้างฟุ้ง บางคนอาจระคายเคืองตั้งแต่จมูกยันคอเลย ของเราต้องใส่ๆ ถอดๆ ใส่นานๆ แล้วหายใจไม่ออก

และแล้วก็มาถึงด่านสุดท้ายยยยยย เดินขึ้นบันไดจ้า น่าจะเป็นร้อยขั้นเลยแหละ

และแล้วก็มาถึงปากปล่องภูเขาไฟ

ซูม มิ ซูม มิซูม

วิวรอบๆ


ถ่ายภาพเสร็จแล้วก็เดินลง กลับไปเดินหารถตัวเองต่อ คันไหนวะ เยอะไปหมด 555

พอลงมาข้างล่างปุ๊บ ว้าววว ไม่เละตอนนี้แล้วจะเละตอนไหนล่ะ 55 ฝุ่นทรายทั้งตัวเลย

เรากลับมาถึงรถตอนประมาณ 8.30 น.
ไทม์ไลน์ฺทั้งหมดของเราคือ
ตื่นเที่ยงคืนครึ่ง
ขึ้นรถ 1.45
ลงเดินไปจุดชมวิวประมาณ 3.00
เดินกลับถึงรถประมาณ 6.00
มาลงเดินต่อประมาณ 7.00
กลับถึงรถตอน 8.30
ข้าวเช้ายังไม่ได้กิน ดีที่นอนเร็ว เลยได้นอนไป 5 ชม.
และคืนนี้มีไปเดินอีเจี้ยนต่อ 5555
กลับถึงที่พัก อาบน้ำแล้วกินบรันช์ (ข้าวเช้าควบเที่ยง)เลยจ้า 11 โมงพอดี 55

Kawaijen sunrise tour
ที่นี่จะปิดไม่ให้ขึ้นในวันศุกร์แรกของทุกเดือนค่ะ
ตอนแรกเราเข้าใจผิดว่าเป็นทุกวันศุกร์ของทุกเดือน จากที่ตอนแรกว่าจะมีเวลาพักสักวันนึงระหว่างโบรโม่กับอีเจี้ยน กลายเป็นหลังจบโบรโม่ เย็นนั้นเราต้องนั่งรถไฟต่อไปยัง Banyuwangi เพื่อไปขึ้นอีเจี้ยน "ในคืนนั้นเลย"
เราพยายามหลับเอาแรงระหว่างวัน แต่คงจะผิดเวลา เลยนอนไม่หลับ
ค่าจอยทริปของเราคือ 435,000 หรือประมาณ 860 บาท รวมใบรับรองแพทย์ ไฟฉายคาดหัวและหน้ากากกันแก๊สพิษ
ได้ยินมาจากคนอินโดดว่า ราคามาตรฐานแบบไม่++ คือประมาณ 300,000 idr ไม่รวมใบรับรองแพทย์ต่างหากอีกประมาณ 30,000 idr
การจะขึ้นคาวาอีเจี้ยน เราต้องมีใบรับรองแพทย์ที่ออกไม่เกิน 3 วันก่อนวันขึ้น
ใครที่ยังไม่มีใบรับรองแพทย์ หลังจากทัวร์มารับแล้ว เขาจะพอไปหย่อนที่คลินิกเพื่อออกใบรับรองแพทย์ก่อนค่ะ การออกใบรับรองแพทย์ก็ค่อนข้างง่าย คือวัดชีพจร ความดัน และซักประวัติเล็กๆ น้อยๆ ค่ะ ที่พักเราเอกสารออกโดยพยาบาล ไม่ใช่แพทย์

รีวิว Ijen sunrise tour
รถมารับตอนเที่ยงคืน (รวมเรานอนไปประมาณ 3 ชมเอง 55)
ตีสองเดินขึ้นเขา ตอนแรกอากาศหนาวมากจนเรากังวลว่าชุดที่เราเตรียมมาอาจไม่หนาวพอ
เราใส่เสื้อปกติ + เสื้อกันหนาวแบบ Fleece + เสื้อ airism กันแดด + เสื้อกันลม รวม 4 ชั้น เรามาแบบกระเป๋า carry on เลยไม่อยากเอาสิ่งที่ใช้เพียง 1-2 วันมาให้เปลืองน้ำหนักกระเป๋าค่ะ แหะๆ
พอเริ่มเดินเท่านั้นล่ะ ฮึ ถอดกันหนาวแทบไม่ทัน กลายเป็นเดินในชุดธรรมดาแทน 55
ใครที่กลัวหนาวสามารถเช้าเสื้อกันหนาว หรือไม้เทรคได้ค่ะ ที่ได้ยินราคาน่าจะไม่เกิน 100,000 idr ต่อตัว
เมื่อเตรียมตัวเสร็จ และรับไฟฉายคาดหัวกับหน้ากากกันแก๊สพิษแล้ว จะเป็นการแบ่งกลุ่ม ลูกทัวร์ 8 คนต่อไกด์ท้องถิ่น 1 คน จากนั้นก็ออกเดินกันเลยย
ทางเดิน จะเป็นทางชันเสียส่วนใหญ่
ใครที่ไม่ถนัดเดิน สามารถใช้บริการรถลัมโบกินี หรือเฟอร์รารี่ได้ค่ะ ราคาแล้วแต่ตกลง
มีคนที่เคยนั่งแล้วแนะนำว่า มันไม่ค่อยดีต่อหลังค่ะ หากต้องการนั่งแนะนำให้เอาเบาะรองก้นไปด้วย ทางขึ้นลงบางทีกระแทกกระทั้น

ขึ้นไปถึงประมาณตีสาม แล้วไกด์ก็พาเดินลงไปดู blue fire จำลองต่อ
ของจริงปิดไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้า เพราะมีคนตกลงไปบาดเจ็บเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ไกด์เล่าว่าคนที่บาดเจ็บขึ้นไปโดยไม่มีไกด์ และไม่ใส่หน้ากากป้องกันแก๊สพิษ จนทำให้เกิดอาการแพนิคจนตกลงไปบาดเจ็บ
เมื่อมีนักท่องเที่ยวบาดเจ็บ รัฐบาลเลยจะปิดการท่องเที่ยวที่นี่ แต่คนท้องถิ่นต่อรอง จนจบลงที่ จะทำ blue fire จำลองให้ดู แทนการลงไปยังจุดที่เกิด blue fire ตามธรรมชาติแทนค่ะ
แบบจำลองคือการจุดไฟลงบนซัลเฟอร์ เกิดเป็น blue fire ให้นักท่องเที่ยวชมค่ะ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทำการเติมไฟเป็นระยะๆ เพื่อให้ blue fire ยังส่องสว่างต่อไป

ดวงไฟของนักท่องเที่ยวที่ทยอยขึ้นลงมาดู Blue fire

ขากลับค่อนข้างติดนิดนึง ทางขึ้นลงค่อนข้างแคบ ไม่มีราวจับ ในบางจุดต้องระวังเป็นพิเศษ

เราเดินกลับขึ้นมาข้างบนตอนตีห้ากว่าๆ แล้วจับจองพื้นที่รอพระอาทิตย์ขึ้น

ภาพตอนฟ้าสว่าง สระด้านล่างคือใจกลางภูเขาค่ะ ควันที่พวยพุ่งออกมาคือซัลเฟอร์ แก๊สพิษ ที่หากสูดนานๆ จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
จุดที่คล้ายโขดหินด้านซ้าย คือจุดที่เราเดินลงไปดู Blue fire ในตอนเช้า


หลังจากถ่ายรูปจนหนำไปแล้ว สักประมาณหกโมงทุกคนก็ทยอยเดินลงเขา ถึงข้างล่างตอน 7.15
ขาลงง่ายกว่าตอนขาขึ้น และวิวก็สวยกว่าค่ะ ตอนขาขึ้นมองอะไรไม่เห็นเลย มืดไปหมด 55



Duck's journey
วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เวลา 16.54 น.





