สวัสดี..ปีนัง

เชื่อว่าหลายๆคน คงมีความฝัน ในชีวิตของตัวเอง

อยากใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง อยากทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ผมเองก็เช่นกัน

ผมเคยคิดว่า การไปต่างประเทศคนเดียว มันเป็นสิ่งที่น่ากลัวเนอะ!!

จริงๆ ความกลัวมันติดตัวกับทุกๆคนมาตั้งแต่เราเกิดนั่นแหละ เราแค่ต้องผ่านจุดนั้นไปให้ได้

แล้วบอกกับตัวเองว่า "ความกลัวเป็นสิ่งที่เราคิดไปเอง" การเดินทางออกนอกประเทศไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด แต่ที่น่ากลัวคือ เมื่อเราต้องไปคนเดียว ในที่ๆเราไม่สามารถสื่อสารกับเค้าได้ในภาษาของตัวเอง ต้องเอาตัวให้รอดเองโดยลำพัง มันก็เป็นเรื่องที่ท้าทายในระดับนึงเหมือนกัน

ต้องบอกตรงนี้ก่อนเลยว่า ผมไม่ได้ภาษาอังกฤษเลย ได้แค่งูๆ ปลาๆ ที่ตัดสินใจไปเพราะ ความอยากไปล้วนๆ "เพราะจริงๆแล้วผมอยากจะไปประเทศที่ เค้าไม่พูดภาษาอังกฤษกัน" แต่เราก็สามารถสื่อสารกับพวกเขาได้ในระดับนึง แต่วันนี้ขอลองประเทศ ที่เค้าสื่อสารโดยใช้ภาษาอังกฤษก่อนละกัน

และเป็นประเทศเพื่อนบ้านเรา นั่นคือ ประเทศมาเลเซีย และประเทศสิงคโปร์

การเดินทางเริ่มต้นวันที่ 11 ธ.ค. 2017 - 19 ธ.ค. 2017

จุดเริ่มต้นการเดินทางของผมนั้นเริ่มต้นที่ สถานีรถไฟ หัวลำโพง โดยผมได้ทำการซื้อตั๋วนอน

กรุงเทพ - ชท.หาดใหญ่ ในราคา 555 บาท รถไฟเริ่มล้อหมุนในเวลา 13.45 น.

โดยการเดินทางครั้งนี้ ผมได้ทำการแลกเงิน ที่ลิน exchange โดยค่าเงิน

ของมาเลเซีย 1 ริงกิต = 8บาทไทย และ 1 ดอลลาสิงคโปร์ = 25 บาทไทย

ผมแนะนำว่าควรแลกก่อนจะไป.

จากนั้นเราก็ทำการนั่งรอเพื่อ รอรถไฟออกจากสถานี จนเมื่อถึงเวลาเราก็เริ่มเดินทางกันเร๊ยยย

โดยที่นั่ง จะระบุอยู่ในตั๋ว หันหน้าเขาหากันฝั่งละ1คน

และนั่งกินลมชมวิวไป จนถึงประมาณ1ทุ่ม ก็จะเริ่มปูเตียง

ให้เราได้นอนหลับพักผ่อน ซึ่งในขบวนนี้ มีพี่จีน

กับคนมาเลเซียแทบทั้งขบวน

จะมีคนไทยก็แต่แม่ค้าขายของ คนที่นั่งตรงข้ามผมก็คือพี่จีนนั่นเอง แต่เค้าสุภาพนะ แก่แล้วแต่ยังชอบเที่ยวกันอยู่ ตลกตอนที่เค้าซื้อขนมหม้อแกงแถวเพชรบุรี แม่ค้าจะหยิบช้อนให้ แกบอกไม่ต้องๆ

แล้วแกก็ควักช้อนแสตนเลสออกมา จากกระเป๋ากางเกง 5555 คนประเภทไหน พกช้อนไปทุกที่วะเนี่ย

แล้วหันมามองเราแล้วพูดภาษาจีน ประมาณว่า เป็นช้อนนำโชคอะไรสักอย่าง

ผมนอนด้านบน เตียงด้านบนจะถูกกว่าด้านล่างเสมอ

แต่ที่สำคัญคือคุณจะไม่ถูกรบกวนจากคนที่เดินไปมา ข้อเสียคือ ต้องปีนขึ้น

และไม่มีหน้าต่างให้ดูวิว แต่จริงๆ กลางคืนแล้วก็คงไม่มีวิวให้ดูหรอกเนอะ

กำหนดเวลาถึง ชท.หาดใหญ่ คือ ตี5.45 น. แต่พอเดินทางจริง เรทไปประมาณชั่วโมงกว่า ซึ่งแผนคือ

เราจะต้องเดินทางต่อไปยังปาดังเบซาร์ ในเวลา 8.30 ซึ่งผมมาถึง หาดใหญ่ คือเวลา 7.40 ซึ่งถือว่าโชคยังเข้าข้าง เพราะถ้าไม่ทันรอบนี้ จะต้องรอไปอีกที รอบบ่าย รถไฟ หาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ จะมี2รอบต่อวันเท่านั้น

เมื่อถึงสถานีหาดใหญ่ คือเดินไปซื้อตั๋วรถไฟ เพื่อต่อไปยังปาดังเบซาร์

ชายแดนประเทศไทยและมาเลเซีย เมื่อซื้อตั๋วเสร็จก็รีบ

เดินไปหาที่ล้างหน้าแปรงฟัน แต่เรื่องราวมันมีดังนนี้ คือมี ผญ 2

คนเดินเข้าห้องน้ำไป ห้องน้ำแยกชายหญิง แต่ติดกัน

เสียเงินค่าห้องน้ำไป10บาท จากนั้นเราก็เดินเข้าไปล้างหน้า

สังเกตุว่าน้ำมันเริ่มไหลเบาๆ คิดว่าอาจเป็นเพราะใช้น้ำพร้อมกันกับ ผญ

ที่เพิ่งเข้าไป เราก็รีบล้างให้เสร็จ แต่ยังไม่ทันไม่ทันได้แปรงฟัน พี่!

น้ำไม่ไหลอ่ะ จากนั้นพี่เจ้าของเดินเข้ามาเปิดก๊อก อ้าว ไม่ไหลได้ไงวะ

สงสัยโรงแรมข้างบนปิดวาล์วน้ำ น้องออกไปเลย น้ำไม่ไหลแล้วล่ะ จากนั้น

พี่เค้าก็เดินเอาเชือกมาขึงว่า ห้องน้ำปิดการใช้งาน แล้วก็บ่นๆ

ว่าเปิดร้านไม่ได้แล้วล่ะแบบนี้ แล้วพี่เค้าก็เดินไป

โดยที่ ผญ 2คนนั้น ยังไม่ออกมา เราได้แต่ภาวนาขอให้เขาผ่านพ้นเรื่องนี้ไปได้โดยเร็วพลัน 555

ราคาตั๋วรถไฟ ไปปาดังเบซาร์ ราคา 70 บาท จริงๆ มีวิธีการไปมาเลเซียที่ง่ายกว่านั้นคือ นั่งรถตู้จากหาดใหญ่ไปปีนังในราคา 550 บาท แต่ผมไม่เอา ชอบต่อรถเอาเองมากกว่า เพราะรู้สึกได้ถึงรสชาติการเดินทางมากกว่า

รถไฟขบวนนี้ใช้เวลาเดินทางเพียง45นาที ก็ถึงชายแดน ไทย-มาเลเซีย

หลังจากนนั้น เราจะต้องลงไปปั๊มพาสปอร์ตออกจากไทย เดินเข้าไปเลี้ยวขวา

ต่อคิว ไม่ต้องเขียนใบอะไรทั้งนั้น ใช้แสกนลายนิ้วมือพอ

จากนั้นก็เดินวนซ้ายกลับมา เพื่อปั๊มพาสปอร์ตฝั่งมาเลเซีย เพื่อเข้าประเทศมาเลเซียอย่างถูกต้อง

เมื่ออยู่ใน ตม.งดถ่ายรูปทุกอย่างนะครับ หลังจากนั้น ให้เราเดินขึ้นไปชั้น2 หาป้ายคำว่า ticket

เดินตามไป เมื่อถึงแล้วก็บอกว่า บัตเตอร์เวิธ เค้าจะบอกราคาที่เราต้องจ่ายเป็นภาษาอังกฤษมา

นั่นคือ 11.4 ริงกิต หรือ ประมาณ 90 บาทไทย จากนั้นให้เราเดินลงมารอรถไฟด้านล่าง

รถไฟออกรอบ 10 โมงครึ่ง และอย่าลืมปรับเวลาเพิ่มขึ้น1 ชม.ล่ะ

แต่โทรศัพท์ผมปรับเวลาโลกอัตโนมัติ เปลี่ยนแค่นาฬิกาข้อมือ

หลังจากข้ามประเทศมาแล้ว เครือข่ายAIS ยังมีอยู่ที่ปาดังเบซาร์

ผมได้ทำการเปลี่ยนซิม ไปเป็นซิม2fly asia roamingที่ซื้อมาและลงทะเบียนเรียบร้อยแล้วจากฝั่งไทย

จากนั้นแค่ กดโทรออกเบอร์ใครก็ได้ เป็นการเปิดการใช้งาน สมบูรณ์ โดยมีอินเตอร์เน็ตให้ใช้ จำนวน4 G 8วัน


หลังเปิดการใช้งาน จะได้รับข้อความ ตอนนั้น มันใช้อินเตอร์เน็ตไม่ได้ ก็คิดว่าคงมีปัญหาเรื่องลงทะเบียนซิมหรือเปล่า ทั้งที่อยู่ฝั่งมาเลเซียแล้ว แต่พอขึ้นรถไฟออกไปประมาณ10กิโลระบบทำการเปลี่ยนเครือข่ายอัตโนมัติ ไปเป็น My Max และสามารถใช้อินเตอร์เน็ตได้ และเร็วด้วย

รถไฟบ้านเค้า มีแอร์เหมือนรถไฟฟ้าบ้านเราเลย แต่บ้านเค้าเอาไว้วิ่งนอกเมืองด้วย ประเทศเรายังใช้แบบopen air อยู่เลยยย

ถึงสถานีบัตเตอร์เวิธ ผมก็มีเพื่อนร่วมทางเข้ามาทักผม

พี่ คนไทยรึป่าวครับ เราก็ตอบว่า ใช่ครับ ผมคนไทย คือเค้าบอกว่าเค้าเห็นเราอ่านหนังสือภาษาไทย

เลยลองเข้ามาทัก เราก็บอกเค้าว่า ผมเห็นพี่ตั้งแต่หัวลำโพงแล้ว แต่ผมนึกว่าเป็นคนมาเลเซีย

มาเที่ยวเมืองไทยแล้วกลับมาเลเซีย คุยกันไปกันมา เค้าบอกจะไป กัวลาลัมเปอร์วันนี้เลย เค้าเพิ่งกลับมาจากเกาะสมุยและมาหาเพื่อนที่กัวลาลัมเปอร์ เราเลยเดินไปซื้อตั๋วเป็นเพื่อนเค้า เพราะเราไม่รีบอยุ่แล้ว เราเลยบอกเค้าว่า ไปรถบัสราคาประมาณ300นะพี่ พี่เค้าเดินเข้าไปในห้องขายตั๋ว โดนไป380 บาท

เราก็คิดว่าแพงจังวะ เค้าบอกว่าใช้เงินไทยซื้อ เราเลยเก็ทละ

เพราะคนมาเลเซียจะรับเงินไทยเค้าจะคูณ 10 เช่น 38 ริงกิต ก็คือ380บาท ทั้งที่ความจริง 38ริงกิต = 304บาท นี่คือเหตุผลที่เราควรแลกเงินมาก่อน จากนั้นก็นั่งคุยกับพี่เค้า รอจนรถมา

คือพี่เค้าก็เดินทางคนเดียว ชื่อก้อง เป็นเจ้าของร้านอาหาร steel rose แถวบางนา เค้าบอกว่าปี2020 มีแพลนเที่ยวครั้งใหญ่ คือ เที่ยวรอบโลก1ปีเต็ม ด้วยความที่อยากไปด้วย เลยถามงบเท่าไหร่พี่

เค้าบอก7แสน เชี่ยยยย เยอะมาก แต่มันน่าสนใจมากเช่นกัน เพราะโปรแกรมพี่แก มีทั้งtreking มีทั้งดำน้ำ มีทั้งปีนเขา ไปงานเทศกาล และอีกเยอะแยะ มันเป็นชีวิตที่คุ้มมากอ่ะ

หลังจากพี่แกขึ้นรถไป เราก็ต้องไปตามทางของเรา มีการแลกไลน์ไว้ติดต่อกัน เผื่อไปเที่ยวที่กัวลาลัมเปอร์ด้วยกัน

จากนั้นผมนั่งรถบัสฟรี ต่อไปยังท่าเรือเฟอรรี่ และซื้อตั๋วข้ามไปยังเกาะปีนัง อีก1.2ริงกิต

จากนั้นเมื่อเรือมา เราก็ขึ้นเรือไปจะเห็นเกาะปีนังอยู่ลิบๆ นั่งเรือประมาณ20นาทีก็ถึง

หลังจากขึ้นเรือ ผมก็ได้เพื่อนชาวต่างชาติคนแรก เค้าเป็นคนอังกฤษ เค้าถามเราว่าอยู่ไหน เราบอกว่าไทยแลนด์ เค้าบอกว่าประเทศไทย สวยงามมาก เค้าก็เคยมาเที่ยวเมืองไทย แต่ตอนนี้เค้าอาศัยอยู่ที่ปีนังกับภรรยาของเขา เค้าก็ถามว่าบินมาหรือนั่งรถมา ราคาเท่าไหร่ ประมาณนี้ คุยกันไม่ทันจบก็ถึงเกาะปีนัง และต้องแยกย้าย เค้าก็แนะนำว่าให้เดินทางนี้ๆนะ เราก็พยักหน้าๆ 5555

หลังจาก ลงเรือ หนังชีวิตก็เริ่มขึ้น คืองง ไม่รู้จะไปทางไหน เราเลยเปิดเครื่องช่วยชีวิตคือ กูเกิลแมพ

หาที่พัก ต้องเดินไปอีก2กิโล กลางแดดร้อนๆ ตอนนั้นประมาณบ่าย2 ยังไม่ได้กินข้าวเช้า

เสือกหลวมตัวเข้าไปในร้านอาหารอินเดีย แล้วแม่งแบบเป็นแกงแดงๆน่ากินมากอ่ะ เราเลยถามว่านี่คือเนื้ออะไร เพราะเราไม่กินเนื้อวัว เนื้อแกะ อะไรแบบนี้ เค้าบอก มิกซ์ ซีฟูดส์ เราก็ถามว่าเท่าไหร่ เค้าบอก

ข้าว2ริงกิต กับ6ริงกิต ตอนนั้นก็คิดว่าน่าจะกินได้น่า มาถึงแล้ว มันต้องลองงง!!

กินไปคำแรก แทบพุ่ง คือกลิ่นมันแรงมากกอ่ะ อธิบายไม่ถูก มันฉุนกลิ่นแกงกะหรี่มากๆ

แล้วคนอินเดียที่นี่ใช้มือกินนะ แต่เราใช้ช้อน 555 ไม่ไหวๆ แล้วพ่อค้าเดินมาถามว่า ok มั๊ย

กุบอกไปเลย very good 55555 กินได้นิดเดียว ยอมแพ้เลย ไม่ไหวจริงๆ

เข็ดกับอาหารอินเดีย มื้อแรกก็ประเดิมกุแล้ววว