เดือนกุมภาพันธ์ ฤดูแห่งการล่าแสงเหนือ ได้เริ่มต้นอีกครั้งแล้ว
ครั้งนี้ผมตั้งใจที่จะไปเที่ยวสองประเทศ ได้แก่ นอร์เวย์ และสวีเดน เพราะผมใช้บริการการบินไทย ที่มีบินตรงสู่ 2 ประเทศนี้โดยขาไปผมจะไปลงที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ และกลับจากกรุงสต๊อคโฮม ประเทศสวีเดน
โดยหลักๆ ของทริปนี้คืต้องการไปเห็น ''แสงเหนือ'' เป็นหลักเลยครับ โดยจะเน้นไปในโซนทางเหนือตั้งแต่เขตโลโฟเทนแล้วขับถไล่ไปจนถึงเมืองทรอมโซ่ ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหลวงแห่งอาร์คติก
สำหรับการไปดูแสงเหนือนั้นจะเริ่มต้นในช่วงเดือนปลายกันยายนไปจนถึงต้นเดือนเมษายน แต่ผมเลือกมาช่วงกุมภาพันธ์เพราะว่าอยากไปหิมะแบบฉ่ำๆด้วย พร้อมทั้งเป็นช่วงที่มืดเร็ว ทำให้เรามีโอกาสได้เห็นแสงเหนือมากขึ้นด้วยครับ
สามารถเข้าเช็คราคาและเที่ยวบินได้ที่เว็บไซต์การบินไทย คลิก https://bit.ly/TG-Oslo-Norway
โดยแผนเดินทางจะเป็นดังด้านล่างที่ทุกคนจะได้เห็น
Day 1 Bangkok - Oslo
Day 2 Oslo - Bodo - Leknes - Hamnoy
Day 3 Hamnoy - Sakrissoya - Reine - A - Hamnoy
Day 4 Hamnoy - Nusjfjord - Skagsanden Beach - Hamnoy
Day 5 Hamnoy - Hennigsvaer - Svolvaer
Day 6 Svolvaer - Tjeldsundbruan - Finnsnes
Day 7 Finnsnes - Senja - Sommaroy - Tromso
Day 8 Tromso
Day 9 Tromso - Helsinki - Stockholm
Day 10 Stockholm
Day 11 Stockholm - Bangkok
Day 12 Bangkok
จะเห็นได้ว่าขาไปมอนตี้ลงนอร์เวย์ แต่ขากลับเป็นสต๊อคโฮม ก็เพราะว่า ยังไงกลับจาก Tromso ก็ต้องต่อเครื่องกลับ ผมเลยเลือกที่จะกลับทางนี้ เพราะจะได้แวะเที่ยว และมีการบินไทยบินตรงจากสต๊อคโฮมกลับกรุงเทพที่ออกในช่วงบ่าย แล้วมาถึงกรุงเทพในช่วงเช้า พร้อมไปทำกิจกรรมอย่างอื่นต่อด้วย
........
Day 1 Bangkok - Oslo
ผมใช้บริการของการบินไทยเที่ยวบิน TG 954 บินตรงไปสู่กรุงออสโลประเทศนอรเวย์กันครับ
โดยขาไปจะเป็นแบบ Business Class บนเครื่องบินแบบ Airbus A350-900 ซึ่งเราจะได้รับบริการแบบพรีเมี่ยมตั้งแต่เช็คอินเลย
ใครบินชั้นธุรกิจสามารถมาเช็กอินได้ที่ Row A ซึ่งจะเป็นเคาเตอร์เฉพาะ พร้อมทั้งได้ผ่านการตรวจคนเข้าเมืองแบบ Fast track ที่จะพาตรงไปยังเลาจน์ด้วยครับ



เมื่อเราเช็คอินพร้อมผ่าน ตม. เรียบร้อยเราจะได้เจอเลาจน์การบินไทยที่รออยู่ปลายทางเลยครับ


เลาจน์ตรงนี้จะแบ่งเป็น 2 ฝั่งนะครับ จะบอกว่าวันที่ผมไปใช้บริการคนแน่นมาก เลยไม่ค่อยจะได้เก็บรูปมาฝากเท่าไหร่ครับ แต่ถึงแม้คนจะเยอะ ไลน์อาหารก็จัดเต็มเหมือนเคยนะครับ โดยจะมีทั้งครัวร้อนและครัวเย็น อาหารเติมตลอด บินดึกๆแบบนี้ต้องหาอะไรเติมพลังกันหน่อยแล้ว
หลังจากอิ่มและได้นั่งพักสักครู่ก็ถึงเวลาที่ใกล้บอร์ดแล้วครับ

วันนี้เครื่องออกที่เกท S113 นะครับ จะเป็นอาคารใหม่ของสนามบินสุวรรณภูมิที่เราต้องนั่งรถรางมา ใครมาขึ้นเกทบริเวณแถวนี้ควรเผื่อเวลาไว้ด้วยครับ

สำหรับเครื่องบินที่จะพาเราไปออสโลในค่ำคืนนี้คือ Airbus A350-900 HS-THC นาทพระราชทาน "ศรีนคร"


สำหรับที่นั่งมอนตี้ในชั้นธุรกิจวันนี้จะเป็น 16B ครับ ซึ่งจะมาพร้อมกับชุดนอนกับ Amenity kit จาก Jim Thompson รองเท้า Slipper และขนมลูกชุบแสนอร่อย

หลังจากที่เรานั่งประจำที่แล้ว ทางลูกเรือที่ดูแลที่นั่งของเรา ก็จะมาแนะนำตัวพร้อมกับทวนเมนูอาหารที่เราสั่งออนไลน์ไว้ครับ โดยรอบนี้ที่บินจะได้ลองเมนูใหม่ๆของเชฟแพม เชฟระดับมิชลินสตาร์ ที่ร้านอาหาร POTONG

โดยอาหารค่ำจะเริ่มเสิร์ฟหลังเครื่องขึ้นราวๆ 2 ชั่วโมงครับ ซึ่งจากอาหารจากการบินไทยจะมีให้บริการแบบคอร์สเมนู ไล่ตั้งแต่ อาหารเรียกน้ำย่อย, อาหารจานแรก, อาหารจานหลัก, ชีสและผลไม้, ของหวาน

ซึ่งไฮไลท์ขอบอกว่าต้องเป็นเมนูนี้เลยครับ
ฉูฉี่เนื้อซี่โครงไทยวากิวบางกอก เสิร์ฟพร้อมแกงรัญจวนเนื้อตุ๋น ข้าวหอมมะลิโครงการหลวง
พริกเกลือโบราณ และไข่ครอบโดยคนคิดเมนูนี้เชฟแพมคนสวยจากร้าน POTONG นั่นเองครับ
รสชาติไทยๆ ที่มีความลงตัวในแต่ละอย่างของจาน บอกเลยว่าไม่ควรพลาดครับ สามารถเลือกเมนูนี้ออนไลน์ได้นะครับ จะได้ไม่ต้องไปลุ้นบนเครื่องว่าจะมีมั้ย
หลังจากที่เราทานอิ่มกันแล้ว ทุกเรือก็ได้ทำการเคลียร์เคบิน พร้อมทั้งปูเตียง และผู้โดยสารพักผ่อนกันครับ เพราะไฟล์ทนี้บินเกือบ 12 ชั่วโมงกันเลยทีเดียว จะบอกว่าข้อดีของการบินไทยที่ผมชอบมากเลยนะ คือออกดึกถึงเช้า ไม่ต้องแวะที่ไหน ทำให้เราได้พักผ่อนเต็มที่ ลงเครื่องปุ๊ป พร้อมเดินทางเที่ยวต่อได้เลย
ว่าแล้วก็หลับไปได้ตั้ง 7 ชั่วโมง เพราะที่นั่งบนเครื่องบินลำนี้สามารถปรับเอนได้ 180 องศานอนราบได้แบบเต็มอิ่มเลยครับ นอนไปนอนมาถึงเวลาอาหารเช้าพอดีครับ

โดยอาหารเช้าผมก็สั่งออนไลน์ไว้จะเป็นไข่ม้วนปูซูไวออมเล็ตเนื้อนุ่มสอดไส้เนื้อปูซูไว และครีมเห็ดไมตาเกะ
เมนูจากห้องอาหาร Mezzaluna การันตีความอร่อยด้วยมิชลินสตาร์ 2 ดาว (เมนูนี้อร่อยมากจริงๆ)

ตบท้ายด้วยปาท่องโก๋พร้อมครีมสังขยาและนมข้น บอกเลยว่าเป็นอาหารเช้าที่ผมชอบที่สุดแล้ว
เช็คราคาและเที่ยวบินได้ที่เว็บไซต์การบินไทย คลิก https://bit.ly/TG-Oslo-Norway

ได้เวลาเปิดหน้าต่างอีกทีฟ้าก็สว่างแล้วครับ บอกเลยว่าแอบตกใจนิดๆ เพราะมองทางไหนมีแต่หิมะ แสดงว่าลงเครื่องไปหนาวแน่นอน

และแล้วการบินไทยก็มาส่งผมที่สนามบินออสโลโดยสวัสดิภาพครับ โดยวันนี้ผ่านการตรวจคนเข้าเมืองพร้อมกับรับกระเป๋าใช้เวลา รวมๆแล้วไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเลยครับ
ว่าแล้วเรามาเริ่มต้นกับการเที่ยวกันดีกว่าครับ

โดยวิธีการเข้ากรุงออสโลที่เร็วที่สุดได้แก่ Flytoget ครับใช้เวลาแค่ 19 นาทีในการเดินทางเท่านั้นก็ถึงสถานี Oslo S ที่อยู่ใจกลางเมือง ผมพักแถวสถานีรถไฟเลยเอากระเป๋าไปฝากก่อนเพราะมีเวลาแค่วันเดียวในการเที่ยวกรุงออสโล ต้องรีบกันแล้ววว

จะบอกว่ากรุง "ออสโล" นี่ค่อนข้างเงียบและไม่วุ่นวายเท่าเมืองหลวงอื่นในยุโรปเลยครับ แอบประทับใจอยู่ครับ (ถ้าไม่นับค่าครองชีพนะ) อ้อ...อากาศวันนี้อยู่ที่ -5 นะครับหนาวสะใจมาก
สำหรับที่เที่ยวออสโลนะครับจะมี


Oslo Opera House หนึ่งในจุดไฮไลท์ที่ใครก็ต้องมาถ่ายรูปเช็กอินครับ ไม่งั้นถือว่ามาไม่ถึง

จุดต่อไปจะเป็นตึก Oslo City Hall หรือศาลาว่าการกรุงออสโล ซึ่งที่นี่จะใช้เป็นสถานที่รับรางวัล Noble Peace Prize ด้วยครับ




แต่สำหรับสถานที่สุดฮิตที่นักท่องเที่ยวทุกคนอยากมาถ่ายรูปก็ต้องที่นี่เลยครับ The Vigeland Park สวนประติมากรรมหินขนาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจะมีรูปปั้นต่างๆเปลือยเปล่าอย่างเป็นธรรมชาติ เรียงรายตลอดสองข้างทาง
สิ่งสถานที่ท่องเที่ยวผมซื้อตั๋วแบบ 1 Day Pass นะครับ จะขึ้นได้ทั้งรถเมล์ รถราง ตามเขตบริการได้หมด ไม่ต้องไปนั่งซื้อทีละรอบ บอกเลยว่าสะดวกมากครับ

มาถึงที่นี่จะไม่ลองได้ไง กับเมนู Fish&Chip อีกเมนูชื่อดังของประเทศนี้ ที่ต้องบอกเลยว่าปลาดและหวานมาก อยากให้มาลองกันที่ร้านนี้ครับ Fiskeriet Youngstorget.
หลังจากที่ผมเที่ยวตั้งแต่ช่วงสายๆ ไปจนถึงบ่ายแก่ๆ ต้องบอกตัวเองว่าเตรียมเข้าที่พักได้แล้ว เพราะพรุ่งนี้ต้องมีบินเช้า เพื่อเข้าเขตโลโฟเทนครับ
Day 2 Oslo - Bodo - Leknes - Hamnoy


วันนี้ผมออกจากโรงแรมตั้งแต่เวลา 0600 เพื่อไปยังสนามบินครับ ตื่นเต้นสุดๆ จะได้ไปเห็นแลนสเคปแบบอลังการแล้ว โดยการบินจะเป็นแบบ Oslo - Bodo (แวะเปลี่ยนเครื่อง) - Leknes ใช้เวลาเดินทางรวมๆแล้วประมาณ 3.30 ชม. รวมต่อเครื่องครับ
หลังจากลงเครื่องเราก็รับรถที่สนามบิน Leknes ได้เลย ผมใช้บริการของ Hertz ครับ


รถของเราในวันนี้ครับ จะเป็น Toyota ProAce 9 ที่นั่ง วันนี้จะเป็นวันสบายๆ เราแวะทานข้าวกลางวันกันก่อน บวกกับซื้อของในซุปเปอร์ กว่าจะได้ออกก็บ่ายสอง โดยเราจะขับไปนอนกันที่เมือง Hamnoy ใช้ระยะเวลาเดินทาง 1 ชม. แต่ตอนที่ไปรถติดมากครับเนื่องจากมีการซ่อมอุโมงค์ ปิดให้รถเดินทางเดียวรอบละ 45 นาที รอกันนานเลย

สำหรับที่พักตลอด 2 คืนนี้จะเป็นที่ Reniefjorden Sjohus Lofoten วิวนอกบ้านนี่แบบสวยหลักล้านเลยครับ พอผมมาถึงที่พักก็ค่ำแล้ว ประกอบกับอากาศไม่ดี เมฆหนามาก ทำให้หมดลุ้นกับการล่าแสงเหนือตลอดคืน ว่าแล้วเราเข้านอนเอาแรงดีกว่าครับ
Day 3 Hamnoy - Sakrissoya - Reine - A - Hamnoy
วันนี้เราจะเที่ยวในเขตแถบๆ Hamnoy นะครับ ซึ่งแถวนี้จะเป็นหมู่บ้านชาวประมงกระจุกกันเยอะมาก สามารถขับรถไป จอดไป ถ่ายรูปไป มุมไหนก็สวยไปหมดเลยครับ แต่วันนี้ผมต้องรีบเที่ยวแต่เช้าเลยเพราะว่าช่วงบ่ายอากาศจะไม่ดี หิมะตกหนักพร้อมลมแรง พร้อมหมดโอกาสการล่าแสงเหนือไปอีกหนึ่งวัน
*ช่วงนี้ฟ้าจะมืดเร็วกว่าปกติครับ ประมาณ 16.30 น.เริ่มมืดแล้ว ทำให้เรามีเวลาน้อยในการเที่ยว แต่ข้อดีของการมืดเร็วทำให้เรามีดอกาสแสงเหนือนานและเยอะขึ้น




สำหรับใครที่อยากลองอาหารทะเลในแถวนี้นะครับ ต้องมาลองร้านนี้ดู Anita Sjomat


เมนูมีให้เลือกหลากหลายครับ รสชาติปานกลาง แต่ไม่ได้ว้าวขนาดนั้นครับ ถือว่าได้มาลองแล้ว
Day 4 Hamnoy - Nusjfjord - Skagsanden Beach - Hamnoy
วันนี้เราจะเที่ยว 2 จุดนะครับ จุดแรกจะเป็น Nusfjord: หมู่บ้านชาวประมงที่ได้รับการอนุรักษ์โดย UNESCO ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต ที่ทุกคนจะได้เห็นวิถีชีวิตดั้งเดิม โรงงานน้ำมันตับปลา และสถาปัตยกรรมไม้สมัยศตวรรษที่ 19




จุดต่อไปจะเป็น Skagsanden Beach: ชายหาดที่มีทรายสีขาวสลับดำ (จากแร่ธาตุ) เป็นจุดนึงเลยที่ผมชอบมากๆครับ (เพราะมีห้องน้ำฟรีด้วย 555)




จริงๆในแต่ละวันสถานที่เหมือนจะไม่ไกลกัน แต่ถนนที่นี่ค่อนข้างแคบจำกัดความเร็วและมีหิมะ เวลาขับต้องมีสติตลอดเวลาครับ เพราะถ้าเราพลาดแม้แต่นิดเดียว อุบัติเหตุพร้อมมาได้เสมอ และสำคัญที่สุดคือความหนาว อยู่ข้างนอกนานๆไม่ไหว ต้องหาที่หลบลมกันตลอดเวลา
และแล้วคืนนี้ก็เป็นอีกคืนที่ฟ้าปิด อดเห็นแสงเหนือไปอีกวัน
Day 5 Hamnoy - Hennigsvaer - Svolvaer
วันนี้เป็นวันที่เราต้องเดินทางไกลหน่อย เพราะเราจะเริ่มออกจากเขตโลโฟเทนแล้ว มอนตี้ค่อนข้างเสียดายนะ มา 2 คืนแล้วแต่ยังไม่เห็นแสงเหนือเลย ยังไงคืนนี้ดูพยากรณ์มีลุ้น ลองดูกันซักตั้ง แต่เราจะแวะเที่ยวที่เมือง
Henningsvær: ฉายา "เวนิสแห่งโลโฟเทน" บ้านที่กระจายตัวอยู่ตามเกาะเล็กๆ จุดเด่นระดับโลกสำหรับที่นี่คือ สนามฟุตบอล
ล Henningsvær ที่ตั้งอยู่บนปลายเกาะหิน ที่เป็นจุดหมายปองของนักท่องเที่ยว แต่ช้าก่อนตอนที่ผมไป สนามฟุตบอลไม่หลงเหลือเลย เพราะหิมะตกเต็มพื้นที่ แทบไม่เหลือเค้าโครงเลยครับ


แต่ไม่เป็นไรครับ เราไปเดินเที่ยวเล่นในเมืองได้ สวยไม่แพ้กัน




ช่วงบ่ายๆ เราขับต่อไปยัง Svolvaer ซึ่งเราจะรีบนอนกัน เพราะพยากรณ์บอกว่าเราจะเห็นได้ตั้งแต่ช่วง 0100-0400 ซึ่งบอกเลยว่าเหนื่อยแน่นอน
ผมตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตอนเที่ยงคืนกว่า ตื่นมาล้างหน้าซะหน่อย แต่บอกเลยว่าง่วงมาก แต่เอาวะ ลองซักตั้ง ออกไปลองยังมีโอกาส และแล้ว.....






แสงเหนือครั้งแรกของทริปก็มาแล้ว ทุกคนดีใจมากที่ได้เห็น เพราะในแต่ละวันทุกคนกดดันมาก เพราะนี่คือไฮไลท์ของทริปนี้เลย เราถ่ายรูปกันตั้งยันตีสามเลยครับ กว่าจะขับรถถึงโรงแรมราวๆตีสี่ สลบเหมือดครับ
สถานที่ : https://maps.app.goo.gl/9tTh9Q...
*ในวันที่เมฆเยอะและฟ้าสว่างจากดวงจันทร์ ให้พยายามขับรถไปหาจุดมืดๆ ที่ไม่มีแสงเมืองรบกวนนะครับ จะมีโอกาสเห็นเยอะ
Day 6 Svolvaer - Tjeldsundbruan - Finnsnes
วันนี้เราตื่นกันสายมาก เพราะเมื่อคืนนี่แทบไม่ได้นอน เรานัดกันที่ 11 โมงเลยครับ โดยเราจะเดินเที่ยวเมือง Slovaer กันก่อน แล้วค่อยออกเดินทางไป Finnsnes ที่ขับรถราวๆ 6 ชม.






ถ่ายรูปกันซักพักเราก็เดินทางต่อไปยัง Finnsnes ครับ ซึ่งระหว่างทาง เราจะผ่านสะพานข้ามทะล Tjeldsundbruan


Day 7 Finnsnes - Senja - Sommaroy - Tromso
วันนี้จะเป็นวันที่เหนื่อยอีกวันครับ เพราะเราจะต้องออกเดินทางกันแต่เช้าเพื่อไปเที่ยวในเขต Senja และต้องข้ามเฟอร์รี่ให้ทันภายในเวลา และต้องต่อไปยังเมือง Tromso
Senja: เกาะที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของนอร์เวย์ มีฉายาว่า "Norway in miniature" เพราะมีภูมิประเทศครบทุกแบบในเกาะ
จุดที่ไม่ควรพลาดคือ Tungeneset (ทางเดินไม้ชมวิวเทือกเขาปีศาจ Devil's Jaw) และจุดชมวิว Bergsbotn






หลังจากผ่าน 2 จุ
ดนี้เราเตรียตัวไปข้ามเฟอร์รี่กันครับ ซึ่งหลังจากเราข้ามฝั่งมาแล้ว เราจะแวะเที่ยว Sommaroy กันก่อนเข้า Tromso ครับ
Sommarøy: หมู่เกาะเล็กๆ ที่มีน้ำทะเลใสสีเทอร์ควอยซ์และหาดทรายขาวจนดูเหมือนทะเลแคริบเบียน (แต่อยู่ในอาร์กติก) เป็นหมู่บ้านชาวประมงที่เงียบสงบและสวยงามมาก




กว่าเราจะมาถึง Tromso ก็ช่วงเย็นแล้วครับ ถามว่าเหนื่อยมั้ย ต้องบอกเลยว่าเหนื่อยมาก สวยตาแตกทุกมุม แต่ไหนๆมาเที่ยวทั้งที ขอออกไปถ่ายรูปแสงเย็นหน่อย

Day 8 Tromso
วันนี้จะเป็นวันแห่งการเก็บสถานที่ท่องเที่ยวของเมือง พร้อมรีบเข้านอนครับ เพราะวันนี้พยากรณ์บอกว่าแสงเหนือ KP3-4 มีโอกาสเห็นและเป็นคืนสุดท้ายของเราที่จะได้ล่าแสงเหนือแล้ว เราเลยตื่นกันแต่เช้า เพื่อเตรียมตัวเที่ยวกันก่อนเลย




ไฮไลท์ประจำเมือง Tromso ก็คือ Arctic Cathedral ซึ่งสร้างโดย Jan Inge Hovig เสร็จในปี 1965 โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากสภาพภูมิประเทศในแถบนี้


Tromso Citi Library หรือห้องสมุดประจำเมือง ดีไซน์ล้ำสมัย หลังคาที่สร้างเป็นรูปทรงโค้งให้ความรู้สึกเหมือนคลื่นทะเล โดยคนออกแบบที่นี่ก็คือคนเดียวกับ Arctic Cathedral
ส่วนเวลาที่เหลือเราก็ไปเดินเล่นในเมืองกันครับ วันสุดท้ายขอสบายๆ ก่อนทิ้งทวนคืนนี้



ช่วงเย็นผมไปขึ้นกระเช้า Fjellheisen เพื่อไปดูแสงเย็นครับ (ผมคิดว่าจะเป็นแสงที่ผมชอบที่สุด)



ต้องยอมเลยครับ มุมข้างบนนี่คุ้มค่าจริงๆครับ ใครมีเวลา ผมแนะนำให้มาเลย
หลังจากนี้ผมก็ไปเข้านอนครับ เพราะมีนัดตอนสี่ทุ่มเพื่อเตรียมตัวออกไปล่าแสงเหนือกัน
และแล้วคืนสุดท้ายของผม.........





และแล้วเราก็ปิดทริปนอรเวย์แบบสวยงามครับ กับแสงเหนือปังๆ คุ้มค่าตั๋วของเราแล้ว
Day 9 Tromso - Helsinki - Stockholm
เช้านี้เรามีบิน Tromso - via Helsinki - Stockholm
โดยเราขับรถมาคืนที่สนามบิน Tromso ได้เลย โดยแค่เอากุญแจมาหย่อนไว้ตรง Key Drop-off แล้วก็ไปเช็คอินได้เลยครับ ผมออกมาช่วงสายๆ กว่าจะเปลี่ยนเครื่องแล้วถึงสต๊อคโฮมก็มืดแล้วครับ




วิธีเดินทางที่เข้าเมืองเร็วที่สุดและสะดวกสบายที่สุด ผมแนะนำเป็น Aranda Exptress เลยครับ ออกจากขาเข้าสามารถลงลิฟท์ตรงมาที่ชานชาลารถไฟได้เลย (ซื้อไปกลับถูกกว่าครับ ให้ซื้อไปเลยทีเดียว)
สำหรับการเลือกโรงแรมแนะนำให้เลือกแถว Central Station ไว้ครับ ไม่ต้องเข็นกระเป๋าไปไกล
Day 10 Stockholm
วันนี้เราจะมีเวลาที่สต๊อคโฮมทั้งวันเลยครับ ผมเลยเลือกที่จะตื่นสายหน่อย แล้ววันนี้เราจะมีไปเที่ยว และถ่ายรูปตามจุดต่างๆ ซึ่งวันนี้ขอบอกว่าอากาศดีมาก ฟ้าใสกริ๊ง


เรามาเริ่มกันที่มุมมหาชนกันเลยดีกว่าครับกับ Mariaberget มุมที่จะทำให้ทุกคนได้เห็นเมืองนี้แบบ 180 องศา จะไม่ไปตรงไหนก็ได้ แต่ต้องมาตรงนี้ครับ




จากนั้นเราก็ต่อไปยัง Vasa Museum ครับ
คือพิพิธภัณฑ์เรือโบราณ จุดเด่นที่ทำให้ที่นี่พิเศษสุดๆ คือเป็นเรือรบโบราณที่สมบูรณ์ที่สุดในโลก
หัวใจหลักของที่นี่คือ เรือวาซา (Vasa) ซึ่งเป็นเรือรบหลวงที่ต่อขึ้นในศตวรรษที่ 17 (ปี ค.ศ. 1628) ความน่าทึ่งคือเรือลำนี้ จมลงตั้งแต่ออกเรือครั้งแรกไปได้เพียง 1,300 เมตร เท่านั้น และจมอยู่ใต้ทะเลบอลติกนานถึง 333 ปี จนกระทั่งถูกกู้ขึ้นมาในปี 1961 ในสภาพที่สมบูรณ์กว่า 95% ของโครงสร้างเดิม หลังจากนั้นก็ได้สร้างพิพิธภัณฑ์ครอบไว้
แนะนำเลยให้มาครับ อลังการมากๆ


หลังจากดูเสร็จช่วงบ่ายๆ ผมไปยัง Gamla Stan ศูนย์กลางเมืองเก่าของที่นี่




ส่วนแสงเย็น เราจะไปเก็บมุมสวยมุมสุดท้ายที่ City Hall กันครับ ผมว่าเป็นมุมสวยอีกมุมนึงเลยครับ



และแล้วเราก็เดินไปชอปปิ้งและกลับที่พักกันครับ
และถ้าใครไม่เหนื่อย หนึ่งในจุดเด่นของเมืองนี้คือสถานีรถไฟใต้ดินครับ ใครมีเวลาลองไปดูครับ ผมมีรูปมาฝากนิดหน่อยครับ



Day 11 Stockholm - Bangkok
เช้าวันนี้เราก็สบายๆครับ เตรียมตัวกลับเมืองไทยด้วยเที่ยวบิน TG961 เครื่องออกเวลา 13.50 น.

การบินไทยจะอยู่ Terminal 5 นะครับ หาไม่ยากเลย
วันนี้เครื่องออกตามเวลาครับ คิดถึงเมืองไทยแล้ววว

ข้อดีของการบินไทยขากลับนี่ผมชอบมากครับ เพราะวันสุดท้ายจะได้ตื่นสายๆ แล้วไปสนามบินเลย แล้วไปถึงกรุงเทพตอนเช้าตรู่ ทำให้เรามีเวลาจัดการอะไรในอีกวัน ที่สำคัญคือบินตรง ได้หลับยาวๆไม่ต้องแวะที่ไหน




สำหรับวันนี้บอกเลยว่าเต็มทุกที่นั่งครับ เห็นแล้วดีใจแทนการบินไทยด้วยเลยครับ
ส่วนอาหารไฟล์ทนี้จะมีให้บริการสองมื้อ คือมื้อกลางวัน (หลังจากเครื่องขึ้นได้ประมาณ 1.30 ชม.) และบริการมื้อเช้าก่อนเครื่องลง
ผมนี่หลังจากทานอาหารเสร็จได้หลับยาวๆเลยครับ บอกเลยว่าสบายมาก
Day 12 Bangkok

และในที่สุดก็เดินทางถึงประเทศไทยแล้วครับ ขอบคุณสำหรับการติดตามของทุกคนครับ
สำหรับใครที่กำลังแพลนทริปไปเที่ยวในแถบสแกนดิเนเวีย ทางการบินไทยเขามีเที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปยัง 3 เมืองหลักยอดฮิต คือ เมืองออสโล ประเทศนอร์เวย์, เมืองสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน และเมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก สามารถเข้าเช็คราคาและเที่ยวบินได้ที่เว็บไซต์การบินไทย
👉 จองเที่ยวบินไป ออสโล (OSL) https://bit.ly/BKK-OSL-Norway
👉 จองเที่ยวบินไป สตอกโฮล์ม (ARN): https://bit.ly/BKK-ARN
👉 จองเที่ยวบินไป โคเปนเฮเกน (CPH): https://bit.ly/BKK-CPH
มุมนี้ต้องถ่าย
วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 เวลา 10.46 น.






