สวัสดีค่ะ ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา เราได้เดินทางไปเที่ยวซาฟารีที่อุทยานแห่งชาติครูเกอร์ ณ ประเทศแอฟริกาใต้ด้วยตัวเอง
อุทยานแห่งชาติครูเกอร์ ถือเป็นอุทยานส่องสัตว์ในแอฟริกาที่งบย่อมเยาว์ และเดินทางสะดวกที่สุดในทวีปแอฟริกา เลยเอาแพลนเที่ยวและรายละเอียดมาแชร์สำหรับคนที่สนใจค่ะ
ทริปเที่ยวซาฟารีของเราจะมีทั้งหมด 3 ตอนนะคะ
ตอน2 อุทยานแห่งชาติครูเกอร์ เข้าซาฟารีส่องสัตว์ พบปะกับเจ้าป่า
https://th.readme.me/p/76442
ตอน3 รีวิวที่เที่ยวในเคปทาวน์ โจฮันเนสเบิร์ก และอาณานิคมเพนกวินแอฟริกา
https://th.readme.me/p/76443

แพลนทริป
วันที่ 0.ออกเดินทางจากไทย
วันที่ 1.ถึงโจฮันเนสเบิร์กตอนเช้า เที่ยว Apartheid Museum (พิพิธภัณฑ์การปกครองแบบแบ่งแยกสีผิว) แล้วเข้าซุปเปอร์ซื้อของที่ Nelson Mandels Square
วันที่ 2. เที่ยวนอกเมือง Cradle of Humankind / Sterkfontein caves (ถ้ำที่ค้นพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณที่สมบูรณ์แบบที่สุด) /Lesedi Cultural Village (หมู่บ้านวัฒนธรรมชาวแอฟริกา)
วันที่ 3. นั่งรถตู้ไปเมือง Hazyview ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับอุทยานแห่งชาติครูเกอร์ เช็คอินที่พัก
ตอนบ่ายสามออกไป Sunset drive ส่องสัตว์ที่อุทยานแห่งชาติครูเกอร์รอบก่อนอาทิตย์ตกดิน
วันที่ 4. ส่องสัตว์อุทยานแห่งชาติครูเกอร์ทั้งวัน (Full day drive)
วันที่ 5. ทัวร์เช้าไปเย็นกลับเส้นทางพาโนรามา (Panoramo tour)
วันที่ 6. บินจากเมือง Hazyview ไปยังเมืองเคปทาวน์
วันที่ 7. ทัวร์แหลมกู้ดโฮป และอาณานิคมเพนกวินแอฟริกันแบบเช้าไปเย็นกลับ
วันที่ 8 เดินเที่ยวในเมืองเคปทาวน์ แวะ Cape town castle และ Iziko Slave Lodge
วันที่ 9 บินกลับไทย
วันที่ 10 ถึงไทย

ค่าใช้จ่ายหลักๆ
ค่าตั๋วเครื่องบินทั้งทริป ประมาณ 27,000 บาท
ค่าที่พัก หารเฉลี่ย 3 คน ตกคนละ 6000 บาท
ค่าซิมท่องเที่ยว 590 บาท ถ้าใช้อีซิมก็จะถูกลงกว่านี้ค่ะ
ค่าเดย์ทริป และค่าใช้จ่ายอื่นๆ (ไม่รวมค่าอาหาร) ประมาณ 21000 บาท
รวมแล้ว ประมาณ 55,000 บาท
วีซ่าท่องเที่ยว - คนไทยฟรีวีซ่านาน 30 วัน
ค่าเงิน
ที่นี่ใช้เงิน South African Rand ตัวย่อคือ R หรือ Zar
สถานที่ท่องเที่ยวทั้งหมดที่เราไปจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิตได้ แต่ถ้าซื้อของข้างทาง จำเป็นต้องใช้เงินสด
ที่นี่เป็นประเทศแห่งการทิป เราจึงแลกแบงค์ย่อยตั้งแต่ที่ไทยสำหรับใช้เป็นทิปไกด์และคนขับรถ
เงิน Zar สามารถแลกได้ที่ Value plus exchange หรือ Superrich
Value plus exchange มีเงิน Zar ให้แลกเยอะมาก ในขณะที่ Superrich เงินหมดและจองเงินได้ล่วงหน้าแค่หนึ่งวันเท่านั้น
ยาต้านมาลาเรีย
อุทยานแห่งชาติครูเกอร์เป็นโซนแพร่ระบาดของโรคมาลาเรีย ส่วนยาต้านมาลาเรียเป็นยาที่ไม่มีวางขายทั่วไป ซื้อได้เมื่อแพทย์สั่งเท่านั้น เราจึงไปพบแพทย์เพื่อประเมินแล้วรับยาต้านยี่ห้อมาลาโรนมากินป้องกันค่ะ
มาลาโรนราคาเม็ดละ 150 บาท
นอกจากตัวนี้ จะมียาต้านมาลาเรียอีกตัวหนึ่งที่โรงพยาบาลนี้ขาย ราคาถูกกว่ากันหลายเท่า เม็ดละไม่กี่บาท แต่หลังออกจากพื้นที่เสี่ยงแล้วต้องกินติดต่อกันเป็นเวลา 1 เดือน และผลข้างเคียงเยอะกว่า เราจึงเลือกมาลาโรนแทน
ในกรุงเทพ สามารถไปพบแพทย์และซื้อยาตัวนี้ได้ที่โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน คลินิกเวชศาสตร์ท่องเที่ยวและการเดินทาง ตรงอนุสาวรีย์ชัย แนะนำให้จองคิวล่วงหน้าออนไลน์ค่ะ สะดวกมาก จองล่วงหน้าได้เป็นเดือนๆ เลย
ส่วนใครที่อยู่ต่างจังหวัดสามารถจองคิวและพบแพทย์ออนไลน์ได้ แต่จะมีค่าดำเนินการเพิ่มเติมประมาณ 500 บาทต่อครั้ง
ตอนไปพบแพทย์ แพทย์จะซักถามแพลนเราละเอียดเหมือนกับจะติดกระเป๋าไปเที่ยวด้วย ลงท้ายแพทย์ประเมินว่าเราไม่ค่อยเสี่ยง เพราะมีโอกาสจะถูกยุงกัดแค่ช่วงที่ไป Sunset drive ประมาณ 3 ชั่วโมงเท่านั้น คนที่เสี่ยงมากคือคนที่นอนค้างในอุทยานเลย
ลงท้ายเราก็รับยามากินเพื่อความสบายใจค่ะ แต่พอไปเที่ยวจริงๆ ทุกคนก็ลงเสียงกันว่า มันไม่จำเป็นต้องกินจริงๆ นั่นแหละ เพราะเรากลับออกมาก่อนฟ้าจะมืด แถมรถยังวิ่งแทบตลอดเวลา ไม่น่ามีเวลาให้ยุงแลนด์ดิ้งบนตัวทัน
ยามาลาโรน

การเดินทาง
เที่ยวบิน
จากกรุงเทพไปแอฟริกาใต้ ไม่มีเที่ยวบินตรง ต้องต่อเครื่องอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
ทริปนี้เราจองตั๋วสองบุ้กกิ้ง ใช้บริการสองสายการบินคือ Cathay Pacific ต่อเครื่องที่ฮ่องกง และ Airlink บินภายในประเทศแอฟริกาใต้ บินทั้งหมด 3 ครั้ง
1.กรุงเทพไปโจฮันเนสเบิร์กด้วย Cathay Pacific ต่อเครื่องที่ฮ่องกง
2.บินจากสนามบิน Kruger Mpumalanga International Airport (MQP) ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากอุทยานแห่งชาติครูเกอร์ ไปยังเคปทาวน์ด้วย Airlink ระยะเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง
จุดเช็คอิน

ภายในเกท

3.บินจาก เคปทาวน์ไปกรุงเทพ ต่อเครื่อง 2 ครั้งคือที่ โจฮันเนสเบิร์กและฮ่องกง (เราจองเป็นบุ้กกิ้งเดียว จึงเช็คทรูกระเป๋าเลย ไม่ต้องเช็คอินกระเป๋าใหม่ที่โจฮันเนสเบิร์ก)
เจ้าหน้าที่เช็คอินแอร์ลิงค์ที่สนามบินเคปทาวน์จะเริ่มงานประมาณ ตี4.30 นะคะ เราไปถึงประมาณตีสี่ ไฟลท์บิน 6 โมง ต้องรอเจ้าหน้าที่รอเข้างานแปปนึง
พอมาถึงที่โจฮันเนสเบิร์ก เราต้องไปออกตั๋วเดินทางใหม่ของอีกสองขาที่เหลือที่เคาเตอร์เช็คอิน (ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม)
ป้ายบอกทางภายในสนามบินโจฮันเนสเบิร์กแอบงงนิดหน่อย ผลุบๆ โผล่ๆ แนะนำให้เผื่อเวลางงสักหน่อยนะคะ

สายการบินที่มีมัตติซิตี้กรุงเทพไปกลับเคปทาวน์/โจฮันเนสเบิร์กมีให้เลือกไม่นานนัก อีกทางเลือกหนึ่งคือจองบินไปกลับจากเมืองๆ เดียว แล้วซื้อเที่ยวบินในประเทศระหว่างเคปทาวน์ และโจฮันเนสเบิร์กเพิ่มเอง แต่อาจต้องเผื่อเวลาสำหรับการรับและเช็คอินกระเป๋าเดินทางใหม่อีกรอบด้วย
Cathay Pacific
สำหรับเรา ทุกอย่างโอเคหมด ยกเว้นอาหารบนเครื่องจะเค็มนำ ไม่ก็หวานนำ และเบาะที่นั่งบางไปหน่อย ทำให้นั่งนานๆ แล้วเมื่อยก้น และจะรู้สึกได้ตลอดเวลาคนข้างหลังแตะ หรือจัดอะไรในกระเป๋าหน้าที่นั่ง
ไฟลท์ยาวจะมีรายการเมนูไว้ให้ด้วย ไม่เจออะไรแบบนี้มานานแล้ว


ของหวานมีไอศกรีมฮาเกนดาสให้กินด้วย แต่บอกคำเดียวว่า มันหวานมากกกกกกก

งานมาม่าคัพบนเครื่องก็มา กลิ่นมันหอมมม จริงๆ เห็นคนทยอยสั่นกันเรื่อยๆ เลยขอลองมั่ง เส้นนุ่มดีค่ะ


Airlink
สายการบินฟูลเซอร์วิสของทวีปแอฟริกา มีบินภายในประเทศแอฟริกาใต้หลายเส้นทาง และใช้เครื่องบินแบรนด์ Embraer ของประเทศบราซิล


ที่นั่ง Leg room กว้างด้านหน้า


หากตอนจองตั๋วเราใส่เบอร์โทรและเบอร์ติดต่อ emergency ไว้ และทั้งสองเบอร์มี Whatsapp เมื่อระบบเช็คอิน และเกทเปิด จะมีเมสเซสแจ้งเตือนไปทาง Whatsapp ของทั้งสองเบอร์ค่ะ เราใส่เบอร์ไทยไว้ 2 เบอร์ ก็ได้รับแจ้งเตือนทั้งสองเบอร์
จุดที่ชอบของสายการบินนี้คือ เสิร์ฟของกินค่อนข้างบ่อย 55 น้ำให้ทีเป็นขวด หรือกล่อง ไม่มีแบ่งเท
บินเที่ยวแรก 3 ชม จากครูเกอร์ช่วงบ่ายๆ ไปเคปทาวน์ รถเข็นเวียนมาบรรจบถึง 3 ครั้ง น้ำ 2 ขนมปังชิ้นใหญ่ 1 ชิ้น

เที่ยวที่สอง 2 ชม จากเคปทาวน์ไปโจฮันเนสเบิร์ก รถเข็นมา 2 รอบ น้ำ 1 อาหาร 1
ได้กล่องอาหาร มี ขนมปัง 2 ชิ้น โยเกิร์ต 1 และขนมชิ้นเล็ก 1 ชื้น
กล่องอาหารมี 3 แบบ 3 ลายให้เลือก คือ เซ็ทไก่ เซ็ทเนื้อ และเซ็ทมังสวิรัติ ต่างกันตรงไส้ครัวซองต์เท่านั้นเอง

แบรนด์ Clover แบรนด์ผลิตภัณฑ์จากนมรสชาติอร่อยในประเทศนี้ ที่ๆ แน่มีเนย นม และโยเกิร์ตขาย

การเดินทางไปยังสนามบิน
โจฮันเนสเบิร์ก – ที่พักเรามีบริการรถรับส่งฟรี ไม่อย่างนั้นเราคงเรียก Bolt/Uber
เคปทาวน์ - เรามีกัน 3 คน และออกเดินทางแต่เช้าเลยเรียก Bolt/Uber แต่เข้าใจว่ามีรถบัสที่วิ่งไปกลับระหว่างตัวเมืองกับสนามบินด้วย
เรามีรอบบินตอน 6 โมงเช้า จึงต้องออกจากที่พักตอนตีสามครึ่ง เราลองตื่นเช้ามาเช็คดูแล้วว่าช่วงตีสามกว่าๆ ยังมีรถ Bolt/Uber ขับไปมาอยู่ แต่ด้วยจำนวนคน 3 คนกับกระเป๋าเดินทาง 3 ใบ เราต้องเรียกรถขนาด 6 ที่นั่งถึงจะจุกระเป๋าหมด เลยเรียกรถล่วงหน้าค่ะ
เทียบราคาดูแล้วเรียกล่วงหน้าผ่าน Uber ถูกกว่า Bolt เลยจัดการเลย พอใกล้ตีสาม ก็มีรายละเอียดคนขับเด้งขึ้นมา ที่เหลือก็รอคนขับมายังมารับค่ะ
Hazyview – เราจอง Private shuttle กับ Safarilink ในราคา 1950 zar บริษัทที่มารับคือ Manhanteles transfer and tours
ก่อนวันเดินทางเราติดต่อ Safarilink เพื่อขอเบอร์ติดต่อคนขับรถ วันเดินทางรถมาถึงก่อนเวลานิดนึง ไม่สายค่ะ

การเดินทางภายในเมืองโจฮันเนสเบิร์กและเคปทาวน์
การเดินทางไปไหนมาไหนจะเรียก Uber หรือ Bolt เป็นหลัก
ตอนอยู่เคปทาวน์ เราพักใจกลางเมือง ช่วงเวลากลางวันจึงเดินไปที่เที่ยวได้เลย แต่ตอนกลางคืนจะเรียก Bolt กลับที่พัก
ส่วนที่ Hazyview เราพักที่พักที่มี game drive และเดย์ทัวร์บริการ บวกกับที่พักอยู่นอกเมือง เราเลยไม่ได้ออกไปเดินเล่นนอกที่พักเลย
ที่พักที่โจฮันเนสเบิร์กของเรา ที่พักจะมีประตูไฟฟ้า ด้านบนมีสายไฟแรงสูง ต้องแจ้งให้เขาเปิดและปิด เปิดเองไม่ได้
คนขับรถที่ไปรับเราที่สนามบิน บอกนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นให้รออยู่ในรั้ว รถมาถึงแล้วค่อยออกมาเพราะมันอันตราย (อันนี้คาดว่ากันคนร้ายที่อาจตามมาจากสนามบินมาทำร้าย) ในขณะที่ที่พักไม่แนะนำให้เดินไปไหนมาไหนเอง หากไม่ได้จองทัวร์ไว้ก็ควรเรียกพวก bolt/uber มารับ
ตอนขับรถกลับไปส่งพวกเรายังที่พักแถว Kempton park ช่วง2ทุ่ม (ฟ้ามืดแล้ว) คนขับ bolt บอกว่า ตอนกลางคืน รถจะไม่หยุดรอสัญญาณไฟแดง แต่จะฝ่าไปเลย เพราะการหยุดรถมันอันตราย เพราะที่แอฟริกาใต้ นอกจากการจี้ปล้นติดอาวุธปกติแล้ว ยังมีการจี้รถยนต์ด้วย
จากที่สังเกต แอฟริกาใต้ไม่ใช้รถมอเตอร์ไซต์ และรถจักรยานกัน มอเตอร์ไซต์ที่เจอก็เป็นรุ่นแพงหูฉี่ไปเลย ส่วนนอกเมือง ใครที่ไม่มีรถขับก็จะเดินเอา ไม่วา่จะเดินไปทำงานหรือไปเรียน มีให้เห็นเป็นระยะๆ มีบ้างที่โบกรถขอติดไปด้วยแต่ก็ไม่เยอะ
นอกจากนี้ก็เจอคนวิ่งจ็อกกิ้ง + ปั่นจักรยานเสือภูเขาในบางจุด แต่คิดว่าคงเป็นจุดที่ค่อนข้างปลอดภัยหน่อยค่ะ
วิธีเดินทางจากโจฮันเนสเบิร์กไปยังเมือง Hazyview และการเข้าไปส่องสัตว์ในอุทยานแห่งชาติครูเกอร์
1.ทัวร์ - ง่ายสุด มีแบบไพรเวทและแชร์ทัวร์ ราคาจะรวมทุกอย่างตั้งแต่ที่พัก การเดินทาง และ game drive แต่ราคาจะแพงที่สุดในทุกตัวเลือก และปรับแผนไม่ค่อยได้ ส่วนมากจะเริ่มต้นและสิ้นสุดที่โจฮันเนสเบิร์ก เท่ากับวันสุดท้ายต้องนั่งรถตู้อีก 4-6 ชม กลับไปโจฮันเนสเบิร์ก แล้วขึ้นเครื่องบินไปที่เมืองอื่นต่อ ส่วนตัวว่ามันแอบเสียเวลา เลยเลือกบินจากครูเกอร์ไปยังเคปทาวน์เลย
2.ขับรถเอง - ทำทุกอย่างตามแพลนตัวเอง จะขับรถ 4-6 ชม จากโจฮันเนสเบิร์กมาเลยก็ได้ หรือจะบินมาลงสนามบินใกล้อุทยาน (มีหลายสนามบิน) แล้วเช่ารถขับมา และแน่นอนว่าสามารถขับรถเข้าไปในอุทยานได้เลย ประหยัดงบสุด เสียแค่ค่าเช่ารถ ค่าน้ำมัน และค่าเข้าอุทยานก็จะขับไปเส้นไหนก็ได้ตามใจฉัน
ข้อเสียคือ เราอาจมองไม่เห็นสิ่งที่ไกด์เห็น เพราะไกด์มีวอร์ถึงกัน และเขามักจะแชร์จุดที่เจอสัตว์ให้กันและกัน แม้จะต่างบริษัทกันก็ตาม อย่างจุดที่เจอสิงโตกินหมูป่า อยู่ตรงถนนเส้น 113-114 นี่ได้ยินคนขับ บอกคนขับอื่นๆ มาล่วงหน้าเป็นชมล่ะ ฮีขับผ่านรถคันท่องเที่ยวคันไหนก็จะประกบข้างแล้วบอกพิกัดกับทุกคัน โดยพูดเป็นภาษาท้องถิ่นยกเว้นเลขถนน 5555
ในอุทยานจะมีปั้มน้ำมันอยู่ในโซนที่คล้ายๆ ค่ายค่ะ เพราะจะมีร้านอาหารและที่พักอยู่ด้วย

3. นั่ง private shuttle - เหมารถเลยจบๆ ถ้าคนเยอะจะคุ้ม อยากไปไหนก็ตกลงเส้นทาง และราคากันไว้ก่อน
4. นั่ง shared shuttle - กลุ่มเรามีแค่ 3 คน เลยใช้วิธีนี้ รถชัตเติ้ลแต่ละเจ้ามีเส้นทางแตกต่างกันไป ถ้าจะไปเมือง Hazyview ที่อยู่ใกล้กับอุทยานแห่งชาติครูเกอร์ เจ้าหลักที่ทำรถชัตเติ้ลคือ Safarilink SA ราคาจะอยู่ที่ 950-1050 zar ต่อคน
ราคาแปรผันตามเซลล์ที่ตอบเรา ครั้งแรกถามผ่าน WhatsApp ได้ 950 ครั้งที่สองได้ 1050 พอจ่ายเงินปุ๊บ เซลล์อีกคนตอบผ่านเมลว่า 950 555 ลำไยเอ๊ย แค้น
หมายเหตุ: Safarilink SA เจ้านี้จะคนละเจ้ากับ Safarilink ที่เป็นสายการบินนะคะ

จุดขึ้นรถอยู่ที่ O.A.tambo airport bus station ซึ่งอยู่ติดกับสนามบินเลยเดินแปปเดียวถึง จึงเป็นจุดรับส่งของรถโรงแรมด้วย แต่ป้ายบอกทางไปยังที่นี่จะงงนิดหน่อยค่ะ มาๆ หายๆ ผลุบๆ โผล่ๆ แต่ถามคนแถวนั้นเอาได้ค่ะ
จุดลงรถ Perry's bridge trading post ตรง Hazyview
O.A.tambo airport bus station



เป็นสถานีรถบัสที่ว่างเปล่ามาก ที่นี่ไม่มีบูธขายตั๋วของ Safarilink SA นะคะ ต้องจองออนไลน์เท่านั้น

แต่มีบูธของเจ้าอื่น ซึง ไม่วิ่งไปที่ Hazyview รู้สึกจะไปจบใกล้สุดแค่ที่ Nelspruit

รถที่มารับ คือรถตู้พ่วงด้วยส่วนใส่กระเป๋าเดินทาง (ตอนแรกนึกว่าจะเทิร์นขึ้นหลังคารถแบบเปรู)
เราไปถึงล่วงหน้าเกือบชั่วโมง แล้วรออยู่ข้างใน พอใกล้ถึงเวลาก็มีคนเดินมาถามว่าเรารอรถอะไรอยู่ พอบอกบริษัทรถไปก็พบว่าเขาเป็นคนขับรถที่เราจะต้องขึ้นนั่งเอง

ที่นั่งสบาย ไม่แคบค่ะ

ระหว่างทางก็หลุดเข้าไปในอยู่ในโลกของหนังเรื่อง The mist สักชม.นึง รถทุกคันกลายเป็นเต่าคลาน จากที่คาดว่าจะถึงปลายทางช่วงเที่ยงวัน เลยถึงตอนบ่ายโมงครึ่งแทน

รถตู้จะแวะหนึ่งจุดให้ลงไปซื้อของและเข้าห้องน้ำ ที่นี่มีสัตว์บางชนิดให้เราดูด้วย

ที่พักบางที่มีบริการรถรับส่งที่ Perry's bridge trade post ก็นัดกับที่พักไว้ก่อนเลย ลงจากรถตู้ก็ขึ้นรถต่อไปที่พักได้
ที่ Hazyview ไม่มี Uber/bolt ใดๆ ทั้งสิ้น คาดว่ามี taxi ในเมือง แต่นี่อยู่นอกเมือง เลยไม่เห็นเช่นกัน

ที่พัก
โจฮันเนสเบิร์ก – เราเลือกพัก Airport Inn Bed & Breakfast and Emerald Guesthouse ซึ่งใกล้สนามบิน มีรอบรถรับส่งจากสนามบินฟรีทั้งขาไปและขากลับ (ต้องแจ้งล่วงหน้า) และมีอาหารเช้าฟรีด้วย (อาหารเช้าสไตล์ตะวันตก แอบไม่ค่อยอิ่ม 55) หากต้องออกเช้า ที่พักยังแพ็กอาหารเช้าให้เราด้วย
Cape town – เราเลือกพักในเมือง ทำให้เดินทางไปไหนมาไหนค่อนข้างสะดวก
Hazyview - เราพัก Kruger Adventure Lodge ซึ่งไม่ได้ตั้งอยู่ในอุทยาน ที่นี่มีที่พักทั้งแบบบ้านและแบบเต้นท์ให้เลือก
สาเหตุที่เลือกที่พักนี้เพราะเป็นหนึ่งในที่พักที่แพ็กเกจทัวร์ใช้ และยังมี game drive และเดย์ทัวร์ขายด้วย ราคาทัวร์ที่ขายก็ราคาถูกกว่าติดต่อเองกับเจ้าอื่น (ไม่เข้าใจเหมือนกันค่ะ 555)
เราจองทุกอย่างเองโดยตรง ไม่ได้ซื้อแพ็กเกจทัวร์ซาฟารี 4 วัน 3 คืน ทำให้เราประหยัดกว่าการจองแพ็กเกจประมาณคนละ 8500 บาท ส่วนหนึ่งเพราะเราได้ส่วนลดในการจองที่พักล่วงหน้า และทำอาหารเย็นกินเอง
ใครที่ต้องการจองที่พักนี้แนะนำให้จองล่วงหน้าหลายเดือนก่อนค่ะ เพราะที่พักแบบบ้านจะเต็มไว
เราจองที่พักนี้ 9 เดือนล่วงหน้า หลังจากจองไปได้ไม่กี่เดือนที่พักแบบบ้านก็เต็มหมดค่ะ (เรารู้เพราะเราเช็คราคาที่พักเรื่อยๆ เผื่อมีที่พักที่คุ้มกว่าโผล่มา)
Duck's journey
วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569 เวลา 20.30 น.






