
เดิมทีผมสมัครทริปโดโลไมท์ ประเทศอิตาลี ไว้ในช่วงวันที่ 25 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม ตั้งใจจะไปสัมผัสความงดงามของเทือกเขาโดโลไมท์ ดินแดนในฝันที่เฝ้ารอมานาน
แต่เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทวีความตึงเครียดขึ้น ก็ส่งผลกระทบต่อการเดินทางหลายด้าน ทั้งเส้นทางบินที่อาจได้รับผลกระทบจากการปิดหรือจำกัดการใช้งานของสนามบินบางแห่ง รวมถึงราคาตั๋วเครื่องบินที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ด้านพลังงาน ทำให้เราไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า เมื่อถึงช่วงเวลาเดินทางจริง สถานการณ์จะคลี่คลายหรือรุนแรงขึ้นมากน้อยเพียงใด
สุดท้ายผู้จัดจึงตัดสินใจเปลี่ยนจุดหมายปลายทางจากโดโลไมท์ อิตาลี เป็น ‘โดโลไมท์ จีน’ แทน
ตอนแรกก็มีแอบเสียดายนิด ๆ เพราะเตรียมตัวและเคลียร์คิวสำหรับทริปนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว แต่พอคิดอีกมุม…ในเมื่อเปลี่ยนจุดหมายแล้ว ก็เปลี่ยนมันให้กลายเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ใหม่ไปเลย
ว่าไง…ว่าตามกันครับ
ตั้งใจไว้แล้ว เคลียร์คิวไว้หมดแล้ว ไปไหนไปกัน!
และนี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ จาก ‘โดโลไมท์แห่งอิตาลี’ สู่ดินแดนที่หลายคนขนานนามว่า ‘โดโลไมท์แห่งแดนมังกร’ กับการเดินทางท่ามกลางขุนเขา ทะเลสาบ ทุ่งหญ้า พื้นที่ชุ่มน้ำ รวมถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวทิเบตในมณฑลกานซู่และเสฉวน
โดยโปรแกรมคร่าว ๆ มีดังนี้
วันที่ 1 | สนามบินสุวรรณภูมิ > สนามบินปักกิ่ง > สนามบินหลานโจว > เซี่ยเหอ (Xiahe)
เริ่มต้นการเดินทางจากสนามบินหลานโจว มุ่งหน้าสู่ เซี่ยเหอ (Xiahe) เมืองเล็ก ๆ ท่ามกลางขุนเขา ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางบนเส้นทางทิเบตในครั้งนี้
วันที่ 2 | ลาบรัง > ซังเคอ > เซี่ยเหอ
ออกเที่ยว อารามลาบรัง (Labrang Monastery) หนึ่งในศูนย์กลางพุทธศาสนาทิเบตที่สำคัญ ก่อนเดินทางต่อไปยัง เขตชุ่มน้ำทุ่งหญ้าซังเคอ (Sangke Wetland Park) ชมทุ่งหญ้ากว้างใหญ่และธรรมชาติบนพื้นที่สูง แล้วกลับมาพักที่เซี่ยเหอ
วันที่ 3 | มิลาเรปะ > เหม่ยเหริน > ก๋าไห่ > หลู่ชู
ชม ศาลาพระพุทธมิลาเรปะ (Milareba) จากนั้นเดินทางสู่ ทุ่งหญ้าเหม่ยเหริน (Meiren Grassland) ก่อนปิดท้ายวันด้วย ทะเลสาบก๋าไห่ (Gahai Lake) ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่รายล้อมด้วยทุ่งหญ้าและภูเขา เข้าพักที่เมืองเมืองหลู่ชู
วันที่ 4 | หลางมู่ซื่อ
> จุดชมวิวดารี่
เดินทางผ่าน อารามหลางมู่ซื่อ (Langmusi) แวะชมวิวที่ จุดชมวิวดารี่ (Dari Observation Deck) ใน จาก่าน่า (Zhagana) เมืองหินธรรมชาติที่โอบล้อมด้วยภูเขาสูงตระหง่าน
วันที่ 5 | ฮัวหู…ดินแดนแห่งผืนน้ำและทุ่งหญ้า
เที่ยว พื้นที่ชุ่มน้ำฮัวหู (Huahu Wetland) หนึ่งในไฮไลต์ทางธรรมชาติของเส้นทางนี้ ชมผืนน้ำกว้างใหญ่ที่ตัดกับทุ่งหญ้าบนที่ราบสูง เข้าพักที่เมือง เหรอเอ้อร์ไก มณฑลเสฉวน
วันที่ 6 | โค้งแรกแม่น้ำฮวงโห
เดินทางสู่ โค้งแรกแม่น้ำฮวงโห (First Bend of the Yellow River) จุดชมวิวที่สามารถมองเห็นสายน้ำฮวงโหคดเคี้ยวท่ามกลางทุ่งหญ้าและภูเขา เป็นอีกหนึ่งภาพที่น่าประทับใจของการเดินทาง เข้าพักเมืองอาป้า
วันที่ 7 | เหลียนเป่าเย่เจ๋อ > เกอโมซื่อ
เข้าสู่ไฮไลต์สำคัญของทริปกับ เหลียนเป่าเย่เจ๋อ (Lianbaoyeze) ดินแดนแห่งขุนเขาหินรูปร่างแปลกตา ทะเลสาบสีฟ้าใส และทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ ก่อนเดินทางต่อไปยัง อารามเกอโมซื่อ
(Gemosi Monastery) เข้าพักเมืองอาป้า
วันที่ 8 | เกอร์ตี > หยางหรงฮาเต๋อ
แวะ อารามเกอร์ตี (Kirti Gompa) ก่อนเดินทางต่อไปยัง หยางหรงฮาเต๋อ (Yangrong Hade Tibetan Village) สัมผัสบรรยากาศหมู่บ้านทิเบตและวิถีชีวิตที่ยังคงกลมกลืนอยู่กับธรรมชาติ ในเมืองเฮ่ยซุ่ย
วันที่ 9 | หยางหรงฮาเต๋อ >เฉิงตู > สนามบินสุวรรณภูมิ
ปิดท้ายการเดินทาง เดินทางกลับจากเฉิงตูสู่กรุงเทพฯ พร้อมกับภาพความประทับใจมากมายตลอด 9 วัน

ถ้าพร้อมแล้ว Let's go
วันที่ 1 | สนามบินสุวรรณภูมิ > สนามบินปักกิ่ง > สนามบินหลานโจว > เซี่ยเหอ (Xiahe)

การเดินทางของผมเริ่มต้นขึ้นในเวลา 02.05 น. จากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยสายการบิน China Eastern มุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง มีเสิร์ฟอาหารรอบดึกเป็นบะหมี่ผัดด้วย รสชาติอร่อยดีเลยทีเดียว ไฟล์ทนี้ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 ชั่วโมงครับ



หลังจากถึงปักกิ่ง เรามีเวลารอต่อเครื่องประมาณ 3 ชั่วโมง ก่อนออกเดินทางต่อไปยังเมืองหลานโจว (Lanzhou) ด้วยสายการบิน China Eastern เช่นเดิม
ถึงแม้ว่าเราจะเป็นผู้โดยสารแบบ Transfer เมื่อเดินทางมาถึง ท่าอากาศยานนานาชาติปักกิ่ง เราจะต้องผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองและการตรวจความปลอดภัยตามกระบวนการของสนามบิน
สิ่งที่ผมสัมผัสได้อย่างชัดเจนคือ การตรวจค้นค่อนข้างละเอียดมาก เจ้าหน้าที่ตรวจเช็กอย่างจริงจัง ตั้งแต่สัมภาระที่จะนำติดตัวขึ้นเครื่องไปจนถึงการสแกนร่างกาย เรียกได้ว่าตรวจละเอียดกันแทบทุกซอกทุกมุมเลยทีเดียว
อีกเรื่องที่อยากฝากเตือนเพื่อน ๆ ที่เดินทางในจีน โดยเฉพาะคนที่พก Power Bank ไปด้วย นั่นคือ ต้องนำแบตเตอรี่สำรองออกมาให้เจ้าหน้าที่ตรวจ และควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นแบตเตอรี่ที่มีเครื่องหมายรับรอง CCC (China Compulsory Certification) ตามข้อกำหนด เพราะหากไม่มีเครื่องหมายรับรองตามที่กำหนด ก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้นำขึ้นเครื่องบิน

ใช้เวลาบินประมาณ 2 ชั่วโมง 20 นาที บนเครื่องมีแจกของว่างด้วยครับ





ระหว่างเส้นทางจากปักกิ่งไปหลานโจว ผมมองออกไปนอกหน้าต่างเครื่องบิน แล้วก็ได้เห็นภูมิประเทศที่แตกต่างจากบ้านเราอย่างชัดเจน ด้านล่างเป็นแนวภูเขาสลับซับซ้อนที่ดูแห้งแล้ง ไม่มีต้นไม้ปกคลุม บางช่วงมองเห็นเป็นภูเขาหัวโล้นทอดยาวสุดสายตา ภาพที่เห็นทำให้รู้สึกแปลกตาไม่น้อย


แต่เมื่อเครื่องบินเริ่มเข้าใกล้หลานโจว ภูมิประเทศก็เริ่มเปลี่ยนไป จากสีน้ำตาลแห้ง ๆ ค่อย ๆ กลายเป็นพื้นที่สีเขียวมากขึ้น เป็นสัญญาณว่าผมใกล้จะถึงจุดหมายแล้ว

เมื่อเดินทางถึงหลานโจว ผมต้องเดินทางต่อด้วยรถตู้ไปยังเมืองเซี่ยเหอ (Xiahe) ในมณฑลกานซู่ ใช้เวลาอีกประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่ง กว่าจะถึงที่พัก
กว่าจะเดินทางมาถึงเซี่ยเหอก็ใช้เวลาเกือบทั้งวัน เรียกได้ว่าเดินทางกันตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง จนพระอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า

คืนนี้ผมเข้าพักที่ Labuleng Civil Aviation Hotel ตั้งอยู่กลางใจเมืองเลยครับ แวดล้อมด้วยร้านอาหาร ร้านมินิมาร์ทแบบชั่งขีด ถือว่าทำเลดีเลยทีเดียวครับ

บริเวณลอบบี้



ห้องพักที่นี่ไม่มีเครื่องปรับอากาศและพัดลม ถ้าร้อนต้องแง้มหน้าต่างเอา ห้องน้ำไม่มีสายฉีดชำระ

วิวที่มองออกจากห้องพัก
หลังจากพักผ่อนจนหายเหนื่อยแล้ว ก็ออกไปหามื้อเย็นและเดินเล่นชมเมืองครับ



เซี่ยเหอเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางพื้นที่ทุ่งหญ้าปศุสัตว์ และเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีชาวทิเบตอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ด้วยสภาพภูมิอากาศบนพื้นที่สูง ทำให้อากาศค่อนข้างเย็นและชื้นเกือบตลอดทั้งปี
สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกได้ทันทีเมื่อเข้ามาถึงเมืองนี้คือความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพราะตามถนนหนทางเราสามารถพบทั้งพระลามะ ชาวทิเบต และชาวมุสลิมหุย แต่งกายด้วยชุดประจำถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้


ในช่วงค่ำ มีการจัดการแสดงพื้นเมืองให้ชมกันแบบฟรี ๆ มีเหรอที่ผมจะพลาด ที่สำคัญคือสถานที่จัดการแสดงอยู่เยื้อง ๆ กับโรงแรมเลยครับ

ผมเดินไปนั่งชมบรรยากาศอยู่พักหนึ่ง ก็สังเกตเห็นว่าด้านหลังของโรงแรมเป็นภูเขาสูงตระหง่าน และภูเขาลูกนี้เองก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงในค่ำคืนนี้
ระหว่างการแสดง มีการใช้เลเซอร์ฉายเป็นภาพต่าง ๆ ลงไปบนภูเขา โดยอาศัยผืนภูเขาธรรมชาติขนาดใหญ่เป็นเหมือนจอภาพ ทำให้ภาพที่ฉายปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืดของค่ำคืน ดูแปลกตาและสวยงามไปอีกแบบ
นั่งชมการแสดงไป มองขึ้นไปเห็นภาพเลเซอร์บนภูเขาไป ก็รู้สึกว่าที่นี่เขาใช้ธรรมชาติได้อย่างน่าสนใจจริง ๆ จากภูเขาที่อยู่ด้านหลังโรงแรมธรรมดา ๆ กลับกลายเป็นฉากหลังขนาดใหญ่ของการแสดงโดยไม่ต้องสร้างอะไรเพิ่มเติมเลย
ค่ำคืนแรกในเซี่ยเหอจึงไม่ได้มีเพียงการพักผ่อนหลังจากเดินทางมาเหนื่อย ๆ แต่กลับได้มีโอกาสนั่งชมการแสดงพื้นเมือง ท่ามกลางอากาศยามค่ำคืน และมีภูเขาสูงเป็นฉากหลัง
คืนนี้ขอพักเอาแรงก่อนครับ เพราะพรุ่งนี้เราจะเริ่มเข้าสู่โปรแกรมเที่ยวจริง ๆ
วันที่ 2 | ลาบรัง > ซังเคอ > เซี่ยเหอ
เช้าวันใหม่ หลังจากรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรมเรียบร้อยแล้ว ผมก็ออกเดินทางไปยัง อารามลาบรัง (Labrang Monastery) ในเขตเซี่ยเหอ เขตปกครองตนเองชนชาติทิเบต
จากจุดจอดรถ เราต้องเดินขึ้นเนินไปอีกเล็กน้อย ตอนแรกผมก็ดูแล้วคิดว่า ‘แค่นี้เอง สบาย ๆ’ แต่พอเดินจริงเท่านั้นแหละ ถึงได้รู้ว่าเรื่องนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเนินสูงหรือชันแค่ไหน แต่ขึ้นอยู่กับว่า เราอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเท่าไหร่! เพราะบริเวณนี้มีระดับความสูงกว่า 2,900 เมตร ทำให้การเดินขึ้นเนินเพียงไม่กี่นาที ก็เริ่มรู้สึกหายใจแรงกว่าปกติแล้ว
เดินไป พักไป หายใจไป จนในที่สุดก็มาถึงจุดชมวิวด้านบน





และทันทีที่หันกลับไปมองเบื้องหน้า…“โอ้โห!” ภาพของอารามลาบรังทอดตัวอยู่เบื้องล่างอย่างกว้างใหญ่ อาคารต่าง ๆ เรียงรายลดหลั่นไปตามเนินเขา รายล้อมด้วยภูเขาสูงและผืนดินกว้างใหญ่ จากมุมสูงทำให้เห็นภาพรวมของอารามได้ชัดเจนกว่าการเดินชมอยู่ด้านล่างเสียอีก
ชมวิวจากด้านบนกันจนเต็มอิ่มแล้ว ก็ได้เวลาเดินลงไปสัมผัสอารามลาบรังกันแบบใกล้ ๆ

สิ่งที่ทำให้การมาเยือนอารามลาบรังในครั้งนี้พิเศษขึ้นไปอีก คือผมได้เห็นชาวทิเบตกำลังเดินแห่คัมภีร์เป็นขบวนยาว อยู่ภายในบริเวณอาราม
ภาพนี้ทำให้ผมนึกย้อนกลับไปตอนที่กำลังออกจากโรงแรมในตอนเช้า เพราะผมเห็นขบวนเดียวกันนี้เดินผ่านหน้าโรงแรมที่พัก ตอนนั้นยังคิดอยู่เลยว่า พวกเขาจะเดินไปไหนกันนะ?
พอมาถึงอารามลาบรังจึงได้รู้ว่า… พวกเขาเดินมาไกลถึงที่นี่เลย

ด้านหน้าของอารามลาบรังมีกงล้ออธิษฐานที่เรียงรายอยู่ตลอดแนวทางเดิน ว่ากันว่าหากต้องการหมุนให้ครบกว่า 2,000 กง อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 1 ชั่วโมงเลยทีเดียว



อารามลาบรังเป็นอารามเก่าแก่ของพุทธศาสนาแบบทิเบต มีประวัติยาวนานกว่า 300 ปี เริ่มก่อสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1709 และมีบทบาทสำคัญทั้งในด้านศาสนาและประวัติศาสตร์ของพื้นที่ ต่อมาในปี ค.ศ. 1982 ได้รับการกำหนดให้เป็นโบราณวัตถุทางวัฒนธรรมที่สำคัญระดับชาติของจีน
อารามลาบรังยังเป็นหนึ่งใน 6 อารามใหญ่ของพุทธศาสนานิกายเกลุก (Gelugpa) ที่สำคัญของประเทศจีน และเป็นที่รู้จักในฉายา ‘สถาบันทิเบตศาสตร์ของโลก’ ในช่วงรุ่งเรืองที่สุดเคยมีพระลามะจำพรรษามากกว่า 4,000 รูป


ภายนอกอาคารหลักจะมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนขึ้นอย่างประณีตและละเอียดอ่อน สีสันยังคงสดใสและโดดเด่น แม้จะเป็นงานศิลปะที่อยู่คู่กับอารามมายาวนาน
บนผนังเต็มไปด้วยภาพเหล่าเทพและเรื่องราวทางพุทธศาสนาแบบทิเบต แต่ละภาพมีรายละเอียดมาก ทั้งลวดลาย สีสัน และองค์ประกอบต่าง ๆ ยิ่งยืนมองใกล้ ๆ ก็ยิ่งเห็นถึงความพิถีพิถันของช่างผู้สร้างสรรค์



พื้นที่ภายในอารามกว้างมากครับ ผมจึงเลือกชมเฉพาะอาคารสำคัญ ๆ เพราะถ้าเดินให้ครบทุกจุดคงไม่ไหวจริง ๆ ที่สำคัญคือภายในอาคารเกือบทุกหลังไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ ดังนั้นหลาย ๆ สิ่งที่ได้เห็น จึงต้องเก็บไว้เป็นภาพความทรงจำอยู่ในใจแทน
ที่นี่มีค่าเข้าชมอยู่ที่คนละ 60 หยวน ครับ
หลังจากชมอารามลาบรังเรียบร้อยแล้ว ผมมุ่งหน้าต่อไปยังเขตชุ่มน้ำทุ่งหญ้าซังเคอ ระหว่างทางมีจุดหนึ่งที่ทำให้ผมต้องขอแวะลงไปเก็บภาพกันสักหน่อย นั่นคือ ทุ่งดอกมัสตาร์ด ที่กำลังออกดอกสีเหลืองสะพรั่งเต็มพื้นที่


สีเหลืองของดอกมัสตาร์ดตัดกับท้องฟ้าสีครามได้อย่างลงตัว ช่วงที่ผมไปมีนักท่องเที่ยวชาวจีนแวะมาปิกนิกและถ่ายรูปกันไม่น้อย บรรยากาศดูคึกคัก ต่างคนต่างหามุมสวย ๆ เก็บภาพความประทับใจกันอย่างสนุกสนาน
จากนั้นผมก็เดินทางต่อ จนมาถึงเขตชุ่มน้ำทุ่งหญ้าซังเคอ (Sangke Wetland Park) ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่สูงกว่า 3,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นพื้นที่ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ที่มีความสำคัญต่อการเลี้ยงปศุสัตว์ของเขตกานหนาน


ทันทีที่รถเริ่มวิ่งเข้าสู่พื้นที่ ผมก็รู้สึกได้เลยว่าวิวตรงหน้าเริ่มเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จากถนนธรรมดา กลายเป็นทุ่งหญ้ากว้างสุดลูกหูลูกตา
ภูเขาที่อยู่รายล้อมส่วนใหญ่เป็นภูเขาที่ไม่มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุม แต่ถูกห่มด้วยผืนหญ้าสีเขียวสดจนมองดูคล้ายพรมผืนใหญ่ที่ปูคลุมไปตามแนวภูเขา เห็นแล้วอดนึกถึงภาพทุ่งหญ้าที่เคยเห็นในการ์ตูนเทเลทับบี้ไม่ได้เลยครับ



ช่วงที่ผมมาถือเป็นช่วงเวลาที่สวยเป็นพิเศษ เพราะดอกไม้ป่ากำลังบานสะพรั่ง โดยเฉพาะดอกสีม่วงอ่อนที่ขึ้นแทรกอยู่ตามทุ่งหญ้า เติมสีสันให้ผืนพรมสีเขียวดูมีชีวิตชีวามากขึ้น
แต่ที่นี่ไม่ได้มีเพียงวิวธรรมชาติให้ชมเท่านั้น เพราะตามพื้นที่ต่าง ๆ จะเห็นชาวบ้านเข้ามาจับจองพื้นที่และทำเป็นจุดท่องเที่ยวของตัวเอง เพื่อเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม บางจุดก็มีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้ลองทำ ไม่ว่าจะเป็น ขี่อูฐ ขี่ม้า หรือขับ ATV ใครชอบกิจกรรมแบบไหนก็เลือกกันได้ตามใจ

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นและเรียกได้ว่าแทบจะมีให้เห็นอยู่ในทุกพื้นที่ก็คือ กระโจมธงมนต์ สีสันสดใสที่ตั้งอยู่กลางทุ่งหญ้า บางจุดมีธงมนต์เรียงรายเป็นแนวยาว พอมีฉากหลังเป็นภูเขาสีเขียว ก็ยิ่งทำให้บรรยากาศดูเป็นเอกลักษณ์ของดินแดนทิเบตอย่างชัดเจน
สำหรับค่าเข้าชม แต่ละพื้นที่อาจเรียกเก็บไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับจุดที่เราเลือกเข้าไปชม ส่วนจุดที่ผมเข้าไปนั้น ค่าเข้าชมเพียงคนละ 5 หยวน เท่านั้น
จากทุ่งหญ้าซังเคอ ผมเดินทางต่อไปยัง Bajiaocheng หรือ ป้อมปราการ 8 ทิศ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดหมายของวันนี้
แต่ยังไม่ทันจะได้เห็นป้อมปราการ รถของเราก็ต้องหยุดเสียก่อน เพราะมีเจ้าหน้าที่มายืนตรวจอยู่กลางถนน ซื่อหลางพยายามพูดคุยและต่อรอง หวังว่าจะขับรถเข้าไปให้ถึงบริเวณป้อมปราการ แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่ก็โบกมือให้เราเลี้ยวรถเข้าไปจอดที่ลานจอดรถ
พอลงจากรถ ผมก็มองเห็นเนินเขาลูกเตี้ย ๆ อยู่ไม่ไกล และที่นั่นมีนักท่องเที่ยวหลายคนกำลังเดินขึ้นไปด้านบน ผมก็เลยแอบคิดในใจว่า ‘นั่นแหละมั้ง…ป้อมปราการ 8 ทิศ น่าจะอยู่บนนั้น!’
ด้วยความที่มาแล้วก็ต้องไปให้ถึง ผมจึงเดินตามขึ้นไปทันที แต่พอเดินจริงถึงได้รู้ว่าเนินลูกนี้ไม่ธรรมดาเลยครับ! ทางขึ้นค่อนข้างชัน เดินไปก็เริ่มเหนื่อยไป แถมอากาศด้านบนก็หนาวอีกต่างหาก ยังไม่ทันได้พักให้หายเหนื่อย ท้องฟ้าก็เริ่มส่งเสียงคำราม ครืน ๆ เหมือนกำลังเตือนว่า ฝนใกล้จะมาแล้ว
ผมจึงต้องเร่งฝีเท้าจ้ำขึ้นเนินให้เร็วที่สุด เพราะไม่รู้ว่าระหว่าง ‘ถึงยอดก่อน’ กับ ’ฝนตกก่อน’ อย่างไหนจะเกิดขึ้นก่อนกัน
ในที่สุดก็เดินขึ้นมาถึงด้านบน แต่แล้วก็ต้องยืนงงอยู่พักหนึ่ง เพราะไม่มีป้อมปราการ 8 ทิศอย่างที่ผมคิดไว้เลย


ไหน ๆ ก็ขึ้นมาแล้ว ก็ขอเก็บภาพมุมสูงเสียเลย ถือซะว่าขึ้นมาแล้วจะได้ไม่เหนื่อยฟรี

ระหว่างนั้น ‘เอ’ ผู้จัดทริป ก็ชี้ให้ผมดูไปยังเนินดินที่อยู่ไกลออกไปลิบ ๆ พร้อมบอกว่า “ภายในเนินดินนั้นคือ Bajiaocheng!”
ผมหันไปมองตามที่ชี้ ก็ถึงกับอึ้งเล็กน้อยครับ เพราะสิ่งที่ผมกำลังยืนอยู่บนยอดเนินเพื่อขึ้นมาหานั้นไม่ใช่ป้อมปราการ แต่เป็นเพียงจุดชมวิวที่ทำให้เรามองเห็น ป้อมปราการ 8 ทิศอยู่ไกลออกไป

บริเวณข้างเนินดินที่เห็นอยู่ไกล ๆ นั้น จะมีบันไดสำหรับให้นักท่องเที่ยวเดินขึ้นไป เพื่อชมป้อมปราการจากมุมสูง ซึ่งน่าจะเป็นมุมที่เห็นรูปทรงของป้อมได้ชัดเจนที่สุด
สรุปแล้ว ผมอุตส่าห์เดินขึ้นเนินจนหอบ ฝนก็ทำท่าจะตก อากาศก็หนาว แต่สุดท้ายป้อมปราการที่ตามหาอยู่ไกลออกไปอีกตั้งเยอะ

‘ซื่อหลาง’ นอกจากจะทำหน้าที่เป็นคนขับรถตู้พาเราเดินทางแล้ว ยังรับหน้าที่เป็นตากล้องประจำทริป ทั้งภาพนิ่งและภาพมุมสูงอีกด้วย
อุปกรณ์ของซื่อหลางนี่เรียกได้ว่าไม่น้อยเลยครับ ทั้งกล้อง Sony พร้อมเลนส์แทบจะครบทุกช่วงระยะ แถมยังมีโดรนสำหรับเก็บภาพมุมสูงอีกต่างหาก ดังนั้นภาพมุมสูงของ Bajiaocheng ที่เห็นกันอยู่นี้เป็นฝีมือของซื่อหลางครับ
หลังจากเที่ยวชม Bajiaocheng กันเรียบร้อยแล้ว ผมก็ออกเดินทางกลับเข้าสู่ตัวเมืองเซี่ยเหอ เพื่อกลับไปพักผ่อนที่โรงแรม



เส้นทางขากลับยังคงสวยไม่แพ้ขามาเลยครับ สองข้างทางเป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ สลับกับภูเขาที่ทอดยาวไปตามเส้นทาง ยิ่งขับออกมาไกลจากจุดท่องเที่ยว ผู้คนก็ยิ่งบางตา เหลือเพียงธรรมชาติที่ดูเงียบสงบอยู่รอบตัว
กว่าจะกลับถึงเซี่ยเหอก็เป็นช่วงเย็นพอดี หลังจากพักผ่อนกันเล็กน้อย คืนนี้เรายังคงออกมาเดินเล่นชมเมืองเซี่ยเหอ กันอีกเช่นเคย
วันที่ 3 | มิลาเรปะ > เหม่ยเหริน > ก๋าไห่ > หลู่ชู
หลังรับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรมเรียบร้อยแล้ว วันนี้ผมออกเดินทางสู่เมืองเหอจั้ว (Hezuo) เมืองสำคัญของเขตกานหนาน ซึ่งชื่อ ‘เหอจั้ว’ ในภาษาทิเบตมีความหมายเกี่ยวข้องกับถิ่นที่อยู่ของแอนทีโลป สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกสัตว์กีบคู่ที่กินพืชเป็นอาหาร อยู่ในวงศ์เดียวกับวัวและควาย และยังสื่อถึงความสามัคคี ความปรองดอง และการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนของผู้คนต่างเชื้อชาติ
จุดหมายแรกของวันนี้คือ ศาลาพระพุทธมิลาเรปะ (Milareba Pavilion) หรือชื่อเต็มว่า ‘ศาลาเก้าชั้นอัมโด เหอจั้ว มิลาเรปะ’ สถานที่สำคัญทางพุทธศาสนานิกายทิเบต ที่ตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่กลางเมือง
ศาลาแห่งนี้มีประวัติยาวนาน โดยเริ่มก่อสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1777 ตรงกับปีที่ 42 ในรัชสมัยจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง ก่อนที่อาคารเดิมจะถูกทำลายในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม และได้รับการบูรณะสร้างขึ้นใหม่ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1988



ศาลามิลาเรปะสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึง มิลาเรปะ พระอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งพุทธศาสนานิกายทิเบต และถือเป็นอารามตัวแทนของนิกายกาจู (นิกายหมวกขาว) ในเขตอัมโด ตัวอาคารมีทั้งหมด 9 ชั้น ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปและรูปเคารพจำนวนมากกว่า 1,720 องค์ ทั้งมิลาเรปะและเหล่าสาวก พระพุทธเจ้าตามคติสำคัญ พระโพธิสัตว์ รวมถึงเหล่าธรรมบาลผู้พิทักษ์พระธรรม
เมื่อเดินเข้าไปด้านใน จะพบกับบันไดขนาดเล็กที่พาขึ้นไปชมความงดงามของศาลาได้ทีละชั้น รวมทั้งหมด 9 ชั้น ยิ่งเดินสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันสงบและความศรัทธาที่แทรกอยู่ในทุกพื้นที่



เช่นเดียวกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หลายแห่ง ภายในศาลาไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ ผมจึงได้แต่เก็บภาพความงดงามไว้ในความทรงจำ แต่สิ่งที่สามารถทำได้คือการถ่ายภาพวิวด้านนอกผ่านช่องเปิดของแต่ละชั้น ซึ่งเมื่อมองจากมุมสูงลงไป จะเห็นเมืองเหอจั้วและภูเขาที่โอบล้อมอยู่โดยรอบ เป็นอีกหนึ่งมุมที่สวยและแตกต่างจากการชมเมืองในระดับพื้นดิน
สำหรับค่าเข้าชมที่นี่อยู่ที่คนละ 20 หยวน ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่หากมีโอกาสมาเยือนเมืองเหอจั้ว ผมว่าไม่ควรพลาด เพราะนอกจากจะได้ชมสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นแล้ว ยังได้สัมผัสเรื่องราวของพุทธศาสนาทิเบตและศรัทธาที่สืบทอดมายาวนานหลายร้อยปีอีกด้วย
จากนั้นมุ่งหน้าสู่ทุ่งหญ้าเหม่ยเหริน หรือทุ่งหญ้านางงาม อีกหนึ่งจุดหมายที่ผมตั้งตารอของวันนี้


ระหว่างทาง รถค่อย ๆ แล่นไปตามถนนที่ทอดขึ้นเนิน ก่อนเข้าสู่อุโมงค์ธงมนต์ ซึ่งเป็นภาพที่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น โครงสร้างคล้ายอุโมงค์ทอดยาวครอบคลุมถนนทั้งสาย และเหนือศีรษะเต็มไปด้วยธงมนต์หลากสี ทั้งสีฟ้า ขาว แดง เขียว และเหลือง แขวนเรียงต่อกันเป็นแนวยาวสุดสายตา
เมื่อสายลมพัดผ่าน ธงมนต์นับพันผืนก็พลิ้วไหวไปพร้อม ๆ กัน เกิดเป็นภาพสีสันที่เคลื่อนไหวอยู่เหนือถนน ขณะที่รถกำลังแล่นลอดผ่านอุโมงค์ มองไปด้านข้างยังเห็นทุ่งหญ้าสีเขียวกว้างไกลสุดสายตา ยิ่งตัดกับสีสันสดใสของธงมนต์ ก็ยิ่งทำให้ภาพตรงหน้าสวยแปลกตาราวกับกำลังเดินทางผ่านอุโมงค์สีสันที่ทอดยาวอยู่กลางทุ่งหญ้า
ถ้าพูดถึงคำว่า ‘ทุ่งหญ้า’ ภาพที่หลายคนนึกถึงคงเป็นผืนหญ้าสีเขียวกว้างสุดลูกหูลูกตา ทอดตัวราบเรียบไปตามแนวภูเขา แต่เมื่อมาถึงทุ่งหญ้าเหม่ยเหริน (Meiren Grassland) ในกานหนาน กลับพบว่าที่นี่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง








ผืนทุ่งที่นี่ไม่ได้ราบเรียบ แต่เต็มไปด้วยเนินดินเล็ก ๆ ที่เป็นตะปุ่มตะป่ำ สลับสูงต่ำไปทั่วพื้นที่ มองไกล ๆ คล้ายกับก้อนหมั่นโถวจำนวนมากวางเรียงรายอยู่บนผืนหญ้า จนได้รับฉายาว่า ‘ทุ่งหญ้าหมั่นโถว’ เป็นภูมิประเทศที่ดูแปลกตา แต่กลับมีเสน่ห์และสร้างมิติให้กับทิวทัศน์ได้อย่างน่าอัศจรรย์
ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ก็ยิ่งรู้สึกได้ว่าความสวยของที่นี่ไม่ได้เกิดจากความเรียบเนียนหรือความเป็นระเบียบ แต่เกิดจากความขรุขระ ความสูงต่ำ และรูปทรงที่ธรรมชาติสร้างขึ้นเอง ทุกเนินมีรูปร่างแตกต่างกันไป กลายเป็นลวดลายบนผืนทุ่งที่ไม่มีใครสามารถออกแบบขึ้นมาได้
และที่ทำให้การมาเยือนครั้งนี้พิเศษยิ่งขึ้น คือช่วงเวลาที่ผมเดินทางมาเป็นช่วงที่ดอกไม้สีเหลืองเล็ก ๆ กำลังบานสะพรั่งเต็มผืนทุ่ง แต่งแต้มอยู่ท่ามกลางหญ้าสีเขียวสด ราวกับธรรมชาตินำสีเหลืองมาวาดลงบนผืนพรมผืนใหญ่
เมื่อมองออกไปไกล ๆ เห็นเนินหญ้าสลับสูงต่ำ แต่งแต้มด้วยดอกไม้สีเหลือง ทอดตัวไปจนถึงแนวภูเขา ภายใต้ท้องฟ้ากว้างใหญ่ เป็นภาพที่แปลกตา แต่กลับสวยงามอย่างน่าประหลาด และยิ่งได้เห็นด้วยตาตัวเอง ก็ยิ่งเข้าใจว่าบางครั้งความงดงามของธรรมชาติก็เกิดขึ้นจากความไม่สมบูรณ์แบบนี่เอง
หลังจากเต็มอิ่มกับการเก็บภาพบรรยากาศของ ทุ่งหญ้าเหม่ยเหรินแล้ว ผมออกเดินทางต่อสู่ทะเลสาบก๋าไห่ จุดหมายสำคัญอีกแห่งของวันนี้
เส้นทางยังคงเต็มไปด้วยวิวสวย ๆ ให้ได้มองเพลินตลอดทาง จนเมื่อเห็นมุมหนึ่งที่ถูกใจ ผมจึงขอให้ซื่อหลางแวะจอดรถให้สักหน่อย ขอเก็บภาพความประทับใจกันอีกนิด ก่อนจะเดินทางต่อ เพราะระยะทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล




ทันทีที่ลงจากรถ ภาพเบื้องหน้าก็สะดุดตาผมเข้าอย่างจัง เป็นก้อนหินขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางทุ่งหญ้า รอบ ๆ รายล้อมไปด้วยฝูงจามรีที่กำลังเดินเล็มหญ้าอย่างสบายใจ และที่น่าสนใจคือบนก้อนหินมีธงมนต์หลากสีประดับอยู่ ทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่าก้อนหินแห่งนี้น่าจะมีความสำคัญหรือเป็นสถานที่ที่ชาวบ้านให้ความเคารพศรัทธา
ไหน ๆ ก็มีโอกาสได้เจอฝูงจามรีแบบใกล้ ๆ ผมจึงค่อย ๆ เดินเข้าไปหวังจะเก็บภาพน้อง ๆ ให้ได้สักหน่อย แต่ดูเหมือนว่าน้องจะไม่ได้ให้ความร่วมมือเท่าไรนัก ยิ่งผมเดินเข้าไปใกล้ จามรีก็ยิ่งค่อย ๆ เดินหนีออกไป
กลายเป็นว่าต่างคนต่างระแวงกัน ผมเองก็กลัวว่าน้องจะตกใจแล้ววิ่งเข้าใส่ ส่วนเจ้าจามรีก็คงสงสัยว่าเจ้ามนุษย์คนนี้จะเดินเข้ามาทำอะไรกับมันกันแน่ สุดท้ายจึงต้องยืนเว้นระยะห่าง แล้วค่อย ๆ กดชัตเตอร์เก็บภาพกันไปแบบปลอดภัยทั้งสองฝ่าย
ได้เวลาอันสมควร ผมก็เดินทางกันต่อ เพราะภารกิจวันนี้ยังอีกยาว และระยะทางไปทะเลสาบก๋าไห่ก็ไม่ใช่ใกล้ ๆ
ผมนั่งรถต่อเนื่องเกือบ 5 ชั่วโมง ในที่สุดก็มาถึงทะเลสาบก๋าไห่ (Gahai Lake) ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเขตกานหนาน ตั้งอยู่บนความสูงราว 3,400 เมตรจากระดับน้ำทะเล เป็นอีกหนึ่งจุดหมายธรรมชาติที่ไม่ควรพลาด หากมีโอกาสเดินทางมาเยือนดินแดนบนที่ราบสูงแห่งนี้

สำหรับค่าเข้าชมอยู่ที่ 50 หยวน และค่ารถไฟฟ้าอีก 20 หยวน รวมเป็น 70 หยวนต่อคน หลังจากซื้อตั๋วเรียบร้อยแล้ว เราจะต้องนั่งรถไฟฟ้าจากบริเวณจำหน่ายตั๋วเข้าไปยังจุดที่ใกล้ทะเลสาบที่สุด จากนั้นจึงเดินเท้าต่อเข้าไปชมวิว





จากจุดลงรถไฟฟ้า เดินต่ออีกประมาณ 400–500 เมตร ตามเส้นทางที่จัดทำไว้ เส้นทางค่อนข้างราบและเดินสะดวก ไม่ต้องออกแรงปีนป่ายอะไรเลย ที่นี่จะมีจุดชมวิวมุมสูง 2 จุด ให้ขึ้นไปชมความงดงามของผืนน้ำจากมุมที่แตกต่างกัน


เมื่อเดินมาถึงบริเวณทะเลสาบ ภาพตรงหน้าก็ทำให้ความเหน็ดเหนื่อยจากการนั่งรถมาหลายชั่วโมงค่อย ๆ หายไป ผืนน้ำกว้างใหญ่ทอดตัวอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าและภูเขา บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบ มีเพียงเสียงลมและธรรมชาติที่อยู่รอบตัว
นอกจากวิวของทะเลสาบแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งอาศัยของนกน้ำนานาชนิด ใครที่ชื่นชอบการชมธรรมชาติหรือการถ่ายภาพนก น่าจะเพลิดเพลินไม่น้อย เพราะนอกจากจะได้ชมทะเลสาบบนที่ราบสูงแล้ว ยังมีโอกาสได้เฝ้ามองวิถีชีวิตของเหล่านกที่อาศัยอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันกว้างใหญ่แห่งนี้อีกด้วย


หากมองย้อนกลับมายังจุดลงรถ ด้านหลังมองเห็นทิวเขาทอดตัวยาว ตัดกับสีฟ้าครามของท้องฟ้า เป็นภาพที่งดงามมากครับ

ซื่อหลางไม่ได้ทำหน้าที่แค่เป็นคนขับรถเท่านั้น แต่ยังรับบทเป็นทั้งช่างภาพนิ่ง ช่างภาพมุมสูง และที่สำคัญยังเป็นไกด์นำเที่ยว คอยพาเราไปรู้จักสถานที่ต่าง ๆ ด้วย แถมยังมีน้ำใจซื้อทั้งผลไม้ ทั้งโยเกิร์ตจากนมจามรี ให้พวกเราได้ชิมด้วย

หากมีโอกาสมาเที่ยวที่นี่ ผมแนะนำให้เลือกช่วงเช้าหรือช่วงเย็น เพราะเป็นช่วงที่แสงแดดอ่อนลง แสงสีทองจะตกกระทบผืนน้ำเป็นประกาย ทำให้บรรยากาศดูนุ่มนวลและสวยงามเป็นพิเศษ
หลังจากเต็มอิ่มกับวิวสวย ๆ มาตลอดทั้งวัน เมื่อพระอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ผมก็ได้เวลาออกเดินทางต่อ มุ่งหน้าสู่ Luqu Langmusi Yunshang Langmu Tibetan-style Homestay ที่เมืองหลู่ชู (Luqu) ซึ่งเป็นที่พักของผมในค่ำคืนนี้


ที่พักแห่งนี้ตกแต่งในสไตล์ทิเบต ตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะบริเวณล็อบบี้ที่ใช้ งานไม้โทนสีอบอุ่นเป็นองค์ประกอบหลัก และมีไฮไลต์เป็นโมเดลจำลองพระราชวังโปตาลาขนาดใหญ่ตั้งโดดเด่นอยู่ด้านหลัง สวยสะดุดตาจนอดไม่ได้ที่จะหยิบกล้องขึ้นมาเก็บภาพ

ติดกับล็อบบี้เป็นพื้นที่ให้บริการอาหารเช้าครับ


ส่วนบรรยากาศภายในห้องพักก็ดูดีและอบอุ่นไม่น้อย แต่ที่ต้องทำใจให้ชินสำหรับการเดินทางในดินแดนแห่งนี้ก็คือ ไม่มีเครื่องปรับอากาศและไม่มีพัดลม ช่วงหัวค่ำอากาศยังค่อนข้างอุ่น ผมจึงต้องแง้มหน้าต่างรับลมจากภายนอก ให้ถ่ายเทเข้ามาหมุนเวียนภายในห้อง ส่วนห้องน้ำก็ยังคงเป็นแบบที่เจอมาหลายแห่งระหว่างทริปนี้คือ ไม่มีสายฉีดชำระเช่นเคย
อีกหนึ่งความน่ารักของที่พักคือมีขนมพื้นถิ่นวางไว้ให้ลองชิมในห้อง ลักษณะคล้าย ๆ ตังเมบ้านเรา แต่เนื้อสัมผัสและรสชาติให้ความรู้สึกเหมือนทำจากนมหรือโยเกิร์ต หวาน ๆ นุ่ม ๆ กินเพลินจนเกือบหมดโดยไม่รู้ตัว
หลังจากเก็บสัมภาระและจัดการเรื่องที่พักเรียบร้อย ผมก็ออกไปเดินหามื้อค่ำ พร้อมถือโอกาสชมบรรยากาศยามค่ำคืนของเมืองหลู่ชูไปด้วย บรรยากาศคล้าย ๆ ถนนคนเดิน มีร้านรวงเปิดเรียงรายอยู่สองข้างทาง ทั้งร้านอาหาร ร้านค้า และร้านเล็ก ๆ มากมาย ผู้คนออกมาเดินจับจ่ายและหาของกินกันอย่างคึกคัก บรรยากาศเต็มไปด้วยผู้คนขวักไขว่และแสงไฟจากร้านค้าตลอดสองข้างทาง ผมเองก็ถือโอกาสเดินเล่นไปเรื่อย ๆ ชมวิถีชีวิตของผู้คนในเมืองหลู่ชู พร้อมมองหาร้านที่ถูกใจสำหรับมื้อค่ำนี้
กินอิ่มแล้วก็ได้เวลากลับมาพักผ่อน ชาร์จทั้งแบตกล้องและแบตตัวเองให้เต็ม เพราะการเดินทางยังไม่จบ พรุ่งนี้ยังมีเส้นทางและเรื่องราวใหม่ ๆ รออยู่อีกเพียบ
วันที่ 4 | หลางมู่ซื่อ > จุดชมวิวดารี่
หลังรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว พิกัดแรกของวันนี้ ซื่อหลางพาผมไปชมอารามหลางมู่ซื่อ (Langmusi) วัดพุทธแบบทิเบตเก่าแก่ของชาวทิเบต ซึ่งตั้งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างมณฑลกานซู่และมณฑลเสฉวน โดยพื้นที่ของอารามแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง
ฝั่งกานซู่คือ อารามเซ่อฉือ (Serchi Temple) ส่วนฝั่งเสฉวนคือ อารามเก๋อเออร์ตี้ (Kirti Temple) ทั้งสองแห่งมีเอกลักษณ์และบรรยากาศแตกต่างกันไป












เริ่มต้นที่อารามเซ่อฉือ ฝั่งกานซู่
อารามเซ่อฉือตั้งอยู่บนพื้นที่ค่อนข้างสูง จึงเป็นอีกหนึ่งจุดที่สามารถมองเห็นเมืองหลางมู่ซื่อจากมุมสูงได้อย่างสวยงาม ยิ่งในช่วงเช้าที่สายหมอกยังลอยคลอเคลียตามหุบเขา บรรยากาศยิ่งดูมีมนต์ขลัง
ตัวอารามมีสถาปัตยกรรมที่วิจิตรสวยงาม หลังคาสีทองโดดเด่นสะท้อนกับแสงแดด ลวดลายตามผนังและอาคารต่าง ๆ ก็ละเอียดงดงามตามแบบศิลปะทิเบต
และในจังหวะที่ผมเข้าไปชมในวิหาร ลามะกำลังประกอบพิธีทางศาสนา เสียงสวดมนต์และบรรยากาศโดยรอบทำให้รู้สึกถึงความศักดิ์สิทธิ์และขลังขึ้นมาอีกหลายเท่า
ส่วนภายในอาคารแต่ละหลังไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพเช่นเดียวกับวัดหลายแห่งที่ผมได้ไปเยือนในทริปนี้


จากจุดสูงของอารามเซ่อฉือ ยังสามารถมองเห็นอารามเก๋อเออร์ตี้ ที่อยู่ฝั่งเสฉวนได้จากระยะไกล โดยตัวอารามตั้งอยู่บริเวณซอกเขาพอดี เป็นภาพที่แปลกตาและสวยงามไม่น้อย อารามแห่งนี้มีค่าเข้าชม 30 หยวน/คน
ได้เวลาอันสมควร ซื่อหลางพาผมข้ามไปชมอารามเก๋อเออร์ตี้กันต่อ อารามนี้มีค่าเข้าชม 30 หยวน/คน เช่นกันครับ





อารามเก๋อเออร์ตี้อาจไม่ได้ดูใหญ่โตอลังการเท่าอารามเซ่อฉือ แต่มีจุดเด่นที่แตกต่างออกไป เพราะบริเวณด้านหลังของอารามเชื่อมต่อกับโตรกผา Namo Gorge

ที่นี่มีเส้นทางให้เดินเทรคกิ้งชมธรรมชาติทั้งหุบเขา ธารน้ำ และหน้าผาหิน ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องเดินอีกไกลแค่ไหน เดินไปสักพักก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง ประกอบกับมีเวลาไม่มาก จึงตัดสินใจเดินย้อนกลับ เรียกว่ามาแบบ ‘ชิมลาง’ ก่อนก็แล้วกันครับ (ภาพมุมสูงจากโดรนเอครับ)
จากหลางมู่ซื่อ มุ่งหน้าสู่ ‘จาก่าน่า’ ใช้เวลาเดินทางต่ออีกประมาณ 2–3 ชั่วโมง สู่ จาก่าน่า (Zhagana) จุดหมายสำคัญอีกแห่งของทริปนี้ ที่จาก่าน่ามีค่าเข้าชมคนละ 80 หยวน และสามารถใช้บัตรเข้าชมเที่ยวภายในพื้นที่ได้ถึง 3 วันครับ


คำว่า ‘จาก่าน่า’ ในภาษาทิเบตมีความหมายว่า ‘กล่องหิน’ และทันทีที่เดินทางมาถึง ผมก็เข้าใจความหมายของชื่อนี้ได้แทบจะทันที
เพราะหมู่บ้านแห่งนี้ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาหินสูงชันรอบด้านราวกับเป็นกำแพงหรือป้อมปราการธรรมชาติ รูปทรงของภูเขาแหลมคมและแปลกตา บางช่วงมีเมฆและสายหมอกลอยปกคลุม ทำให้บรรยากาศดูราวกับฉากในดินแดนแห่งเทพนิยาย
จาก่าน่าเป็นทั้งเมืองหินธรรมชาติและหมู่บ้านโบราณที่ซ่อนตัวอยู่ในเขตอี้วา มณฑลกานซู่ ตั้งอยู่บนความสูงประมาณ 3,000–3,300 เมตรจากระดับน้ำทะเล รอบหมู่บ้านเต็มไปด้วยภูเขาหินขนาดมหึมา ทุ่งหญ้า ป่าไม้ และทะเลหมอก จึงมีทัศนียภาพที่สวยงามและลึกลับในเวลาเดียวกัน
สถานที่แห่งนี้ยังมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ โดยในปี ค.ศ. 1925 นักสำรวจชาวออสเตรีย-อเมริกัน โจเซฟ ชาร์ลส ฟรานซิส ร็อก (Joseph Charles Francis Rock) ได้เดินทางมาสำรวจพื้นที่แห่งนี้ และถึงกับขนานนามจาก่าน่าว่า ‘สวนสวรรค์ของอดัมกับเอวา’

หนึ่งในจุดที่ผมชอบมากที่สุดคือ ดารี่ (Dari Observation Deck) จุดชมวิวมุมสูงที่สามารถมองเห็นวัดลาซ่าง และหมู่บ้านทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ Dari, Yeri, Dongwa และ Daiba เรียงตัวลดหลั่นไปตามไหล่เขา




เบื้องหลังคือภูเขาหินขนาดมหึมาที่โอบล้อมหมู่บ้านเอาไว้ ยิ่งในช่วงที่แสงแดดส่องกระทบภูเขาและหลังคาบ้าน เกิดเป็นแสงเงาและมิติที่สวยงาม จนผมอดไม่ได้ที่จะหยิบกล้องขึ้นมาเก็บภาพแบบรัว ๆ
หลังจากนั้นผมเดินเลาะไปตามสะพานไม้ภายในอุทยาน แวะเก็บภาพจากมุมต่าง ๆ ของจาก่าน่า แต่ละมุมก็ให้ความรู้สึกแตกต่างกันไป บางมุมเห็นหมู่บ้าน บางมุมเห็นภูเขาหิน และบางช่วงก็มีเมฆหมอกลอยเข้ามาเติมบรรยากาศให้ดูเหมือนภาพวาด
ช่วงเย็นท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้ม ฝนตั้งเค้าเข้ามา ผมจึงต้องรีบเดินทางเข้าที่พักก่อนที่ฝนจะเทลงมาเต็ม ๆ
คืนนี้ผมเข้าพักที่ EASE Carefree Courtyard | Traveler’s Haven · Motorcycle & Sunrise View Inn ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้าน ตงวา (Dongwa) หนึ่งในสี่หมู่บ้านของจาก่าน่า


ห้องพักกว้างขวาง มีมุมนั่งเล่นให้นั่งพักผ่อน และที่สำคัญคือสามารถมองออกไปเห็นวิวหมู่บ้านด้านนอกได้เลย สวยและเพลินตามากครับ
ที่ประทับใจอีกอย่างคือเจ้าของที่พักอัธยาศัยดีมาก พอรู้ว่าคณะของเราเป็นคนไทยก็เข้ามาทักทายด้วยคำว่า “สวัสดีครับ” ทำเอาพวกเรายิ้มกันเลย
แถมช่วงค่ำยังนำชานมมาให้ทุกคนได้ลิ้มลองอีกด้วย เป็นน้ำใจเล็ก ๆ ที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน
คืนนี้อากาศก็ไม่ร้อนมากเพราะมีฝนตกลงมา อุณหภูมิเย็นสบายขึ้น นอนหลับพักผ่อนได้อย่างเต็มที่
วันที่ 5 | ฮัวหู…ดินแดนแห่งผืนน้ำและทุ่งหญ้า
เมื่อคืนฝนตกเกือบตลอดทั้งคืน เช้านี้ผมเลยแอบคาดหวังว่าเราน่าจะได้เห็นทะเลหมอกสวย ๆ กันบ้าง
เช้านี้จึงออกจากที่พักขึ้นไปยังจุดชมวิวที่อยู่ต่ำกว่าจุดชมวิวดารี่ เพื่อเปลี่ยนมุมมองและเข้าใกล้หมู่บ้านมากขึ้น หวังว่าจะได้สัมผัสบรรยากาศของจาก่าน่าในอีกมุมหนึ่ง


แต่เมื่อขึ้นมาถึง ฟ้าค่อนข้างปิด หมดสิทธิ์ที่จะได้เห็นแสงเช้าสวย ๆ อย่างที่ตั้งใจไว้ ยอดเขาหินแหลมคมที่เคยเห็นชัดเมื่อวาน วันนี้กลับถูกกลุ่มหมอกสีขาวโอบกอดเอาไว้จนแทบมองไม่เห็นเหลี่ยมมุมของขุนเขา
ถึงจะไม่ได้ภาพอย่างที่หวัง แต่กลับได้เห็นจาก่าน่าในบรรยากาศที่แตกต่างออกไป ความชุ่มชื้นจากสายฝนทำให้สีเขียวของต้นไม้และทุ่งหญ้าดูสดขึ้น อากาศเย็นสบาย และทั่วทั้งหมู่บ้านเหมือนถูกเติมความสดชื่นให้มีชีวิตชีวากว่าเมื่อวาน


จากนั้นผมกลับมาเติมพลังที่ที่พัก ก่อนออกมาเดินเล่นชมบรรยากาศรอบ ๆ หมู่บ้านอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้เร่งรีบไปตามจุดท่องเที่ยวไหน แค่เดินทอดน่อง ดูบ้านเรือน ฟังเสียงผู้คน และสัมผัสวิถีชีวิตเรียบง่ายของชาวบ้านตงวา

ช่วงสาย ๆ ซื่อหลางพาผมนั่งรถขึ้นไปยังอารามลาซ่าง (Lasang Temple) ตามถนนเส้นเล็ก ๆ ภายในหมู่บ้านตงวา ถนนทั้งแคบและชันขึ้นเรื่อย ๆ จนมาถึงช่วงหนึ่งที่ลาดชันมาก ดูท่าทางรถน่าจะขึ้นต่อไม่ไหว พวกเราเลยตัดสินใจจอดรถ แล้วเปลี่ยนเป็นเดินเท้าขึ้นไปยังอารามกันเอง
ระยะทางอาจดูไม่ไกล แต่ทางชันเอาเรื่องเหมือนกันครับ เดินไปได้สักพักก็เริ่มมีเหงื่อซึม ๆ เรียกได้ว่ากว่าจะถึงวัดก็ได้ออกกำลังกายไปหนึ่งยก



อารามลาซ่าง (Lasang Temple) เป็นวัดพุทธทิเบตเก่าแก่ ตั้งอยู่บริเวณจุดสูงสุดของหมู่บ้านตงวา ภายในมีอาคารหลักอยู่ 2 หลัง และเช่นเดียวกับอารามพุทธทิเบตหลายแห่งที่ผมได้ไปเยือน ที่นี่ไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพภายในอาคาร
ที่นี่ไม่เสียค่าเข้าชม ถือเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เปิดโอกาสให้นักเดินทางได้สัมผัสบรรยากาศและความศรัทธาของชาวทิเบตอย่างใกล้ชิด



แต่สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจไม่แพ้ตัวอารามก็คือ วิวจากบริเวณอารามลาซ่าง จากมุมสูงตรงนี้สามารถมองเห็นจาก่าน่าได้อีกมุมหนึ่ง ซึ่งสวยงามไม่แพ้ภาพจากจุดชมวิวดารี่เลย เพียงแต่เป็นมุมที่ทำให้เราได้เห็นหมู่บ้านและภูเขารอบ ๆ ในองค์ประกอบที่แตกต่างออกไป


ส่วนวิวอีกด้านหนึ่งสามารถมองเห็นสะพานไม้ที่ทอดยาวไปตามหุบเขา มุ่งหน้าไปยังหาดนางฟ้าซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวสำคัญของจาก่าน่า
หลังจากชมวิวกันจนเต็มอิ่ม ผมก็เดินลงจากอารามลาซ่างและตั้งใจว่าจะไปต่อที่หาดนางฟ้า แต่พอไปถึง เห็นสภาพแดดแล้วก็ต้องเปลี่ยนแผนกันเล็กน้อยครับ จากเดิมที่คิดว่าจะเดินเท้าขึ้นไป ผมตัดสินใจเปลี่ยนเป็นนั่งรถไฟฟ้าเข้าไปยังอีกหนึ่งจุดชมวิวด้านในแทน โดยจะเสียค่าโดยสาร 40 หยวนต่อคน

รถไฟฟ้าค่อย ๆ พาไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ผ่านทิวทัศน์ของภูเขาและหุบเขา จนไปสิ้นสุดที่ลานจอดรถเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาสูงตระหง่านรอบด้าน

จากจุดนี้ หากต้องการเข้าไปยังสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ ด้านใน จะต้องเดินเท้าต่อ ซึ่งแต่ละจุดใช้เวลาเดินค่อนข้างนาน บางเส้นทางอาจใช้เวลาเกือบครึ่งวัน หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือ ขี่ม้า หรือนั่งรถ 4x4 เข้าไป แต่ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหน สิ่งสำคัญคือต้องมีเวลาอย่างน้อย 3–4 ชั่วโมง สำหรับการเที่ยวชมด้านใน ซึ่งสำหรับพวกเราในวันนี้.. เวลาไม่พอครับ

สุดท้ายจึงตกลงกันว่าไม่ฝืน เดินเล่นชมบรรยากาศกันแค่บริเวณลานจอดรถก็พอ และก็ไม่ผิดหวังจริง ๆ เพราะจากตรงนี้ยังสามารถมองเห็นซอกเขาเล็ก ๆ ที่ขนาบข้างด้วยธารน้ำ ซึ่งไหลลดหลั่นลงมาตามแนวหินอย่างสวยงาม เป็นมุมเล็ก ๆ ที่ให้ความรู้สึกสงบและเป็นธรรมชาติมาก
มองนาฬิกาอีกที…บ่ายกว่าแล้ว
ถึงเวลาต้องบอกลาจาก่าน่า และออกเดินทางต่อไปยังจุดหมายใหม่ นั่นคือพื้นที่ชุ่มน้ำฮัวหู
การเข้าชมพื้นที่ชุ่มน้ำฮัวหู มีค่าใช้จ่าย 105 หยวนต่อคน โดยราคานี้รวมค่ารถรับส่งเข้าไปยังพื้นที่ชุ่มน้ำแล้ว


พื้นที่ชุ่มน้ำฮัวหู (Huahu Wetland) หรือ ทะเลสาบฮัวหู เป็นหนึ่งในจุดชมธรรมชาติที่สวยงามของเขตอนุรักษ์ธรรมชาติพื้นที่ชุ่มน้ำรัวเอ่อไก่ ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบสูงในอำเภอรัวเอ่อไก่ มณฑลเสฉวน



จากจุดจอดรถรับส่ง เรายังต้องเดินเท้าต่ออีกกว่า 1 กิโลเมตร จึงจะถึงจุดชมพื้นที่ชุ่มน้ำด้านใน แต่สำหรับใครที่ยังมีแรงเหลือเฟือ สามารถเดินต่อไปยังจุดชมวิวอื่น ๆ ที่อยู่ลึกเข้าไปได้อีก
เส้นทางส่วนใหญ่เป็นทางเดินไม้ยกระดับ ทอดยาวผ่านพื้นที่ชุ่มน้ำ และมีจุดให้นักท่องเที่ยวได้นั่งพักเป็นระยะ จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเดินจนหมดแรงเสียก่อน









ฮัวหูขึ้นชื่อเรื่องผืนน้ำใสราวกระจก ที่สามารถสะท้อนภาพท้องฟ้าและก้อนเมฆได้อย่างงดงาม รายล้อมด้วยทุ่งหญ้ากว้างสุดสายตา และยังเป็นแหล่งอาศัยของนกน้ำนานาชนิด
ถ้ามาในวันที่ท้องฟ้าเปิด แสงแดดส่องลงบนผืนน้ำ ภาพของทะเลสาบที่สะท้อนภูเขา ท้องฟ้า และก้อนเมฆ คงงดงามราวกับภาพวาด แต่สำหรับการมาเยือนของผมในครั้งนี้ ต้องยอมรับว่าธรรมชาติไม่ได้ใจดีเสมอไปครับ วันที่ผมมาเยือน ฟ้าค่อนข้างปิด และมีฝนตกลงมาเล็กน้อย ทำให้ไม่ได้เห็นภาพสะท้อนบนผืนน้ำอย่างที่ตั้งใจไว้ แถมยัง..หนาวมากกกก! ตอนลงจากรถตู้ อากาศยังรู้สึกกำลังสบาย ผมเลยชะล่าใจไม่ได้เอาเสื้อกันหนาวติดตัวไปด้วย แต่พอเดินเข้าไปได้สักพักเท่านั้นแหละครับ ลมเย็นพัดปะทะหน้าเต็ม ๆ จากที่คิดว่าจะเดินเล่นชมธรรมชาติแบบชิล ๆ กลายเป็นเดินไปสูดน้ำมูกไป หนาวจนน้ำมูกไหล!
ได้เวลาอันสมควร ผมจึงมุ่งหน้าไปยังที่พักคืนนี้ Zoige Haosheng Yunjie Hotel ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองรัวเอ่อไก่ (Ruo’ergai) มณฑลเสฉวน


เมื่อเดินทางมาถึงโรงแรม พนักงานออกมาต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมนำ ‘ผ้าคาตะ’ มาคล้องให้ที่คอ ตามวัฒนธรรมของชาวทิเบต เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการต้อนรับแขกผู้มาเยือน นับเป็นการต้อนรับที่น่าประทับใจไม่น้อย



ห้องพักคืนนี้ดูดีและสะอาด แต่ก็ยังคงคอนเซ็ปต์เดิมของการพักบนพื้นที่สูง ไม่มีเครื่องปรับอากาศและไม่มีพัดลมเช่นเคย
หลังจากเดินทางมาทั้งวัน ทั้งเดินขึ้นเขา นั่งรถไฟฟ้า เดินชมธรรมชาติ และฝ่าความหนาวที่ฮัวหู ถึงเวลาพักผ่อนและนอนตุนแรงกันอีกหนึ่งคืน
วันที่ 6 | โค้งแรกแม่น้ำฮวงโห
วันนี้เรายังต้องเดินทางกันอีกไกล หลังมื้อเช้าที่โรงแรมเรียบร้อยแล้ว ก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่โค้งแรกแม่น้ำฮวงโห
ระหว่างทาง ถ้าเมื่อไหร่ที่เจอวิวสวย ๆ ซื่อหลางจะมีประโยคหนึ่งที่เหมือนถูกโปรแกรมไว้ในหัว จะหันมาถามพวกเราด้วยภาษาไทยว่า “ซวยไหม?” ถ้าพวกเราตอบพร้อมกันว่า “สวย!” ซื่อหลางก็จะค่อย ๆ ชะลอรถ แล้วหาที่จอดให้ทันทีแบบไม่ต้องพูดอะไรต่อ



ระหว่างทางเราแวะถ่ายรูปกันไปเรื่อย ๆ เพราะสองข้างทางเต็มไปด้วยวิวสวย ๆ ทั้งทุ่งหญ้ากว้างสุดสายตา ภูเขาสลับซับซ้อน และท้องฟ้าสีฟ้าสดที่มีเมฆขาวลอยอยู่เป็นระยะ เรียกว่าถึงไหนไม่รู้ แต่ถ้ามุมสวย…จอดก่อนครับ!
จนในที่สุดก็มาถึงจุดชมวิวโค้งแรกแม่น้ำฮวงโห (First Bend of the Yellow River)
ที่นี่มีค่าเข้าชมคนละ 55 หยวน และถ้าต้องการใช้บันไดเลื่อนขึ้นไปยังจุดชมวิว มีค่าใช้บริการอีกคนละ 45 หยวน แต่สำหรับใครที่ไม่อยากเสียค่าบันไดเลื่อนก็สามารถเดินขึ้นไปเองได้ครับ เพียงแต่ต้องใช้พลังขาของตัวเองแลกกับวิวด้านบน
แน่นอนครับ…มาไกลถึงขนาดนี้แล้ว ผมขอเลือกประหยัดแรงไว้ถ่ายรูปดีกว่า!

บันไดเลื่อน กะด้วยสายตาน่าจะยาวประมาณ 300-400 เมตรได้ครับ





ขึ้นไปถึงด้านบนแล้ว ถึงได้เข้าใจว่าทำไมสถานที่แห่งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของเส้นทางนี้
ว่ากันว่า ‘โค้งแรกแม่น้ำฮวงโห’ จุดนี้คือหนึ่งในจุดชมวิวที่สวยที่สุดของบรรดาโค้งทั้ง 99 โค้งของแม่น้ำสายสำคัญแห่งนี้
คำว่า ‘ฮวงโห’ (Huang He) มาจากภาษาจีน โดย ‘หวง’ หมายถึง สีเหลือง และ ‘เหอ’ หมายถึง แม่น้ำ คนไทยจึงเรียกกันว่า ‘แม่น้ำเหลือง’ แม่น้ำสายนี้มีต้นกำเนิดจากบริเวณเทือกเขาบายันการา ก่อนจะคดเคี้ยวไหลผ่านภูมิประเทศอันกว้างใหญ่ของจีน และบริเวณนี้ยังอยู่ใกล้พื้นที่รอยต่อของมณฑลเสฉวน ชิงไห่ และกานซู่ ไฮไลต์สำคัญคือการขึ้นมาชมวิวบนยอดเขาที่มีความสูงราว 3,600 เมตรจากระดับน้ำทะเลครับ



จากมุมสูง สายน้ำสีเหลืองทองค่อย ๆ โอบโค้งไปตามผืนแผ่นดิน เกิดเป็นเส้นสายคดเคี้ยวท่ามกลางทุ่งหญ้าสีเขียวกว้างสุดสายตา มองจากด้านบนแล้วรู้สึกได้ถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติจริง ๆ ครับ สายน้ำที่มองเห็นอยู่ไกล ๆ ดูเหมือนเส้นเล็ก ๆ แต่แท้จริงแล้วนี่คือหนึ่งในแม่น้ำสายสำคัญของจีน ที่หล่อเลี้ยงผู้คนและอารยธรรมมานานนับพันปี

ชมวิวจากมุมสูงกันจนเต็มอิ่มแล้ว ผมก็ลองลงมาชมวิวจากพื้นราบกันบ้าง



หลังลงจากจุดชมวิว ผมเดินตามเส้นทางที่สร้างไว้เพื่อมุ่งหน้าไปยังแม่น้ำฮวงโห ระหว่างทางพอหันหลังกลับไปมองยอดเขาที่เพิ่งลงมา ก็ถึงกับต้องร้อง “โอ้โห!” เมื่อกี้ตูเดินไต่อยู่บนสันเขาตรงนั้นจริง ๆ เหรอเนี่ย! จากด้านล่างถึงได้รู้ว่าจุดชมวิวที่ผมอยู่เมื่อครู่นั้นสูงและลาดชันไม่น้อยเลยทีเดียว




ระหว่างเดินไปตามทางเดินไม้ จู่ ๆ ผมก็เห็นกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังมุงดูอะไรบางอย่าง ด้วยความอยากรู้อยากเห็นเป็นทุนเดิม ผมก็เลยรีบจ้ำเข้าไปมุงด้วยคน แล้วก็ได้พบกับเจ้าถิ่นตัวจิ๋ว…Marmot!
น้อง ๆ มาขุดโพรงอยู่ใต้ทางเดินไม้ แถมยังออกมาทักทายนักท่องเที่ยวแบบไม่เกรงกลัวผู้คนเลยสักนิด แต่ละตัวนี่อ้วนท้วนสมบูรณ์ วิ่งไปวิ่งมา บางตัวเดินเข้ามาใกล้จนเหมือนจะมาขอถ่ายรูปด้วยกัน ด้วยความน่ารักของน้อง ๆ ผมก็เลยเผลอใจไปนิดหนึ่ง อดไม่ได้ที่จะลูบตัวน้อง แต่ยังไม่ทันจะได้สนุกกับความน่ารักของน้อง ๆ เจ้าหน้าที่ 3 คนก็เดินตรงมายังกลุ่มของผม พร้อมกับรีบบอกว่า ห้ามให้อาหารและห้ามสัมผัส Marmot เพราะน้อง ๆ อาจมีเห็บหรือหมัด และที่สำคัญคืออาจเป็นพาหะของเชื้อกาฬโรค ซึ่งสามารถแพร่สู่คนได้
เท่านั้นแหละครับ จากที่กำลังเอ็นดู กลายเป็นขนลุกทันที รีบควักสเปรย์แอลกอฮอล์ออกมาฉีดล้างมือกันแบบฉ่ำ ๆ แทบจะอาบมือกันเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้น น้อง ๆ ก็ยังน่ารักเหมือนเดิมนะครับ เพียงแต่ครั้งนี้ขอ มองอย่างเดียว ไม่แตะ ไม่ให้อาหาร และไม่เข้าใกล้ดีกว่า
ปรากฏว่าผมใช้เวลาอยู่กับเจ้า Marmot นานเกือบหนึ่งชั่วโมงเต็ม สุดท้ายไม่ได้เดินไปชมแม่น้ำฮวงโหแบบใกล้ ๆ ซะอย่างนั้น! เรียกว่ามาเที่ยวแม่น้ำฮวงโห แต่โดนน้อง Marmot ตกเข้าให้จนลืมแม่น้ำไปเลย
จากนั้นก็ได้เวลาเดินทางต่อสู่เมืองอาป้า (Aba) การเดินทางของผมก็ยังคงคอนเซ็ปต์เดิมครับ วิวสวย = จอด!


สองข้างทางเป็นทุ่งหญ้าสีเขียวกว้างไพศาล ราวกับมีใครเอาพรมผืนใหญ่สีเขียวมาปูคลุมทั้งพื้นดินและภูเขา ตัดกับท้องฟ้าสีครามและก้อนเมฆสีขาว มีฝูงจามรีเดินเล็มหญ้าอยู่ตามทุ่งเป็นระยะ ภาพทุกอย่างดูลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ


และวันนี้ผมยังได้เจอกับสัตว์ตัวจิ๋วอีกหนึ่งชนิด นั่นก็คือ ไพกา (Pika) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก รูปร่างกลมป้อม หน้าตาคล้ายหนูผสมกระต่ายป่า ขนสีน้ำตาลหนานุ่ม และมีใบหูกลมสั้น บริเวณนั้นน้อง ๆ วิ่งกันขวักไขว่เลยครับ แต่พอผมยกกล้องขึ้นมาเท่านั้นแหละ ขี้อายขึ้นมาทันที พอจะถ่ายรูปก็วิ่งลงรูหมด ต้องนั่งนิ่ง ๆ รออยู่พักใหญ่ กว่าจะมีสักตัวโผล่หน้าออกมาจากโพรงให้ได้กดชัตเตอร์ วันนี้เลยกลายเป็นวันที่ได้เจอทั้ง Marmot และ Pika แบบไม่คาดคิด
จากนั้นเดินทางต่อจนถึงเมืองอาป้า เพื่อเข้าพักที่ Qianqian Mango Tree Hotel (Aba Second Branch)


โรงแรมอยู่ในตัวเมืองก็จริงครับ แต่อาจจะอยู่ห่างจากตลาดและย่านร้านรวงอยู่สักหน่อย อย่างไรก็ตามบริเวณใกล้ ๆ ก็ยังมีร้านอาหารให้เลือกอยู่พอสมควร และที่สะดวกมากคือมีมินิมาร์ทอยู่ติดกับโรงแรมเลย




ส่วนห้องพักต้องบอกว่ากว้างขวางมาก เรียกได้ว่าเป็นห้องพักที่กว้างที่สุดในบรรดาโรงแรมทั้งหมดที่ผมเข้าพักตลอดทริปนี้เลยครับ
ที่นี่มีเครื่องซักผ้าพร้อมเครื่องอบผ้าให้ใช้บริการแบบฟรี ๆ ซึ่งถูกใจคนเดินทางหลายวันอย่างผมมาก เพราะเสื้อผ้าเริ่มมีเยอะขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว และที่สำคัญผมต้องซักชุดที่ใส่วันนี้ เนื่องจากผมไปสัมผัสกับน้อง Marmot มาด้วย
บริเวณล็อบบี้ยังมีเครื่องชงกาแฟและชาร้อนให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ใครกลับจากเที่ยวเหนื่อย ๆ แล้วอยากได้กาแฟหรือชาร้อนสักแก้ว ก็สามารถลงมาชงดื่มได้เลย แถมอาหารเช้าก็มีเมนูให้เลือกหลากหลาย
แต่สิ่งที่ผมประทับใจอีกอย่างคือ พนักงานของโรงแรม น้อง ๆ น่ารักและเป็นกันเองมาก พยายามพูดคุย ทักทายแขกอยู่ตลอด และคอยให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี แถมช่วงค่ำ เจ้าของโรงแรมยังได้ฝากคุกกี้มาให้กับคณะของผมคนละ 5 ชิ้น รวมถึง เครื่องดื่มกลูโคสผสมวิตามินซีชนิดน้ำ เผื่อช่วยเติมพลังและบรรเทาความเหนื่อยล้าจากการขาดออกซิเจนด้วย แม้จะเป็นเพียงของเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่กลับทำให้พวกเรารู้สึกได้ถึงความใส่ใจและความห่วงใยของเจ้าของโรงแรมที่มีต่อลูกค้าครับ
เย็นนี้เราออกไปหาร้านอาหารใกล้ ๆ โรงแรมฝากท้องกัน ก่อนจะกลับเข้าที่พัก
คืนนี้ขอพักเอาแรงกันสักหน่อย เพราะพรุ่งนี้ยังมีอีกหนึ่งไฮไลต์ใหญ่ของทริปรออยู่
วันที่ 7 | เหลียนเป่าเย่เจ๋อ > เกอโมซื่อ
หลังจากรับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรมเรียบร้อยแล้ว วันนี้ผมมุ่งหน้าสู่หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของทริป นั่นคือ เหลียนเป่าเย่เจ๋อ (Lianbaoyeze) ที่นี่มีค่าเข้าชมคนละ 120 หยวน และตอนซื้อตั๋ว เจ้าหน้าที่แจ้งกับเราว่า “วันนี้อากาศปิดนะ” ได้ยินแบบนั้นก็แอบใจแป้วอยู่เหมือนกันครับ เพราะเหลียนเป่าเย่เจ๋อเป็นสถานที่ที่ผมตั้งใจไว้มาก ๆ ถ้าฟ้าปิด หมอกลง หรือฝนตกหนัก ก็อาจทำให้ผมเห็นความงดงามของภูเขาได้ไม่เต็มที่
แต่ไหน ๆ ก็มาถึงแล้ว ลองลุ้นกันสักตั้งครับ
เหลียนเป่าเย่เจ๋อเป็นอุทยานธรรมชาติขนาดใหญ่ในพื้นที่เสฉวน–ชิงไห่ โดดเด่นด้วยภูเขาหินรูปร่างแปลกตา ยอดแหลมคมราวกับคมดาบ สลับซับซ้อนอยู่เคียงคู่กับทะเลสาบสีฟ้าใสและทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ จนได้รับฉายาว่า ‘ดอกบัวหินแห่งสรวงสวรรค์’ และ ‘โดโลไมท์แห่งเมืองจีน’
ที่สำคัญคือที่นี่อยู่บนพื้นที่สูงเฉลี่ยประมาณ 4,000–4,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล พูดง่าย ๆ คือ สูงจนออกซิเจนเริ่มบาง แต่ความสวยกลับหนาแน่นมากครับ
ภูมิประเทศที่นี่อลังการจริง ๆ ทั้งยอดเขาหินที่ตั้งตระหง่าน ทุ่งหญ้าที่ทอดยาว และทะเลสาบที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางขุนเขา ยิ่งได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง ก็ยิ่งเข้าใจว่าทำไมที่นี่ถึงเป็นหมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวและช่างภาพ
จุดหมายแรกของเราคือ ทะเลสาบจากาเอ๋อร์ชั่ว

การเข้าไปชมทะเลสาบแห่งนี้ เราจะต้องนั่งรถไฟฟ้าของอุทยาน หรือเลือกเดินเท้าเข้าไปก็ได้ โดยค่ารถไฟฟ้าคนละ 15 หยวน

ถนนด้านในค่อนข้างแคบจนรถยนต์ไม่สามารถสวนทางกันได้ อุทยานจึงจัดรถไฟฟ้าไว้บริการนักท่องเที่ยว นั่งรถเข้าไปจนสุดเส้นทางแล้ว ยังต้องเดินต่ออีกประมาณ 300 เมตร

ระยะทางแค่นี้สำหรับคนทั่วไปอาจไม่เท่าไหร่ แต่สำหรับพื้นที่สูงเกือบ 4,000 เมตร 400 เมตร ก็ทำให้หอบได้เหมือนกันนะครับ




เดินไปเรื่อย ๆ ในที่สุดก็ได้เห็นทะเลสาบจากาเอ๋อร์ชั่วที่ตั้งอยู่บนความสูงประมาณ 3,995 เมตร
ทะเลสาบจากาเอ๋อร์ชั่ว (Zhagaer Cuo) เกิดจากการสะสมน้ำในแอ่งธารน้ำแข็ง และมีภูเขาหินสูงตระหง่านโอบล้อมอยู่โดยรอบ
วันที่ผมไปถึง แม้อากาศจะปิดและมองไม่เห็นยอดเขา เพราะถูกหมอกบดบังจนเกือบหมด แต่ผืนน้ำกลับนิ่งสงบอย่างน่าเหลือเชื่อ ทำหน้าที่ราวกับกระจกบานใหญ่ สะท้อนเงาของภูเขาลงบนผืนน้ำ
แม้จะไม่ได้เห็นภูเขาแบบเต็ม ๆ แต่บรรยากาศกลับมีเสน่ห์ไปอีกแบบ เหมือนธรรมชาติกำลังบอกว่า “ดูเท่านี้ก่อนแล้วกันนะ”


ผมไม่ลดความพยายาม นั่งรออยู่นานจนในที่สุดสายหมอกถูกสายลมพัดพาออกไปทีละน้อย เผยให้เห็นยอดเขาสูงตระหง่านแบบเต็มๆ ตา คุ้มค่ากับการรอคอยจริง ๆ

ชมทะเลสาบกันจนเต็มอิ่มแล้วก็เดินกลับออกมา เตรียมขึ้นรถตู้เพื่อไปยังจุดต่อไป
แต่ก่อนขึ้นรถ สายตาผมดันเหลือบไปเห็นทางเดินไม้ของอุทยานที่สร้างไต่ขึ้นไปตามแนวหน้าผา มองแล้วก็คิดในใจว่า “ใครอยากเดินก็เดินไปนะ ส่วนผม ขอนั่งรถเที่ยวดีกว่า!”




ซื่อหลางพาเราขับรถไต่ขึ้นไปตามถนนที่คดเคี้ยวสูงขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างทางมองย้อนกลับลงไป เห็นลานจอดรถด้านล่างที่เราเพิ่งนั่งรถไฟฟ้าเข้าไปชมทะเลสาบเมื่อสักครู่

ยิ่งขึ้นสูง วิวก็ยิ่งกว้างและอากาศก็ยิ่งบางลงเรื่อยๆ

จุดหมายต่อไปของเราคือ Yuan Yuan Café คาเฟ่กลางขุนเขาที่มีวิวภูเขาแบบพาโนรามา ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงมากกว่า 4,000 เมตร
แต่ก่อนจะได้ไปนั่งจิบกาแฟชมวิว เราก็เจออุปสรรคเล็ก ๆ เสียก่อน บริเวณด้านบนมีที่จอดรถค่อนข้างจำกัด เจ้าหน้าที่จึงให้จอดรถไว้ที่ลานด้านล่าง แล้วเดินขึ้นไป แต่ตอนนั้นฝนกำลังตกพรำ ๆ พวกเราเลยตัดสินใจว่า เราจะกินมื้อกลางวันบนรถก่อนก็แล้วกัน
นั่งกินมื้อเที่ยงที่เตรียมกันมา รอจนฝนเริ่มหยุด และรถของนักท่องเที่ยวด้านบนเริ่มน้อยลง เจ้าหน้าที่จึงอนุญาตให้เราขับรถขึ้นไปได้ เอาล่ะครับ ไปกันต่อ!
แต่พอซื่อหลางสตาร์ตรถเท่านั้นแหละ…รถไม่ติดครับ!
ลองอีกครั้ง…ไม่ติด!
ลองอีกที…ก็ยัง ไม่ติด!
ซื่อหลางบอกว่าแบตเตอรี่รถน่าจะมีปัญหา งานเข้าแล้วครับ สายพ่วงแบตเตอรี่ก็ไม่มี แถมรถยนต์ของจีนส่วนใหญ่ที่เห็นในอุทยานก็เป็นรถไฟฟ้ากันหมด จะหารถมาพ่วงแบตก็ไม่ใช่เรื่องง่าย สุดท้ายจึงเหลือวิธีเดียว ‘เข็นครับ!’
แต่ลองนึกภาพตามนะครับ เรากำลังอยู่บนพื้นที่สูงกว่า 4,000 เมตร และกำลังจะต้องเข็นรถ แค่เดินปกติก็เริ่มหอบแล้ว นี่จะให้มาออกแรงเข็นรถอีก

บริเวณลานจอดรถสำรองก็ไม่ได้เรียบเลยครับ พื้นเต็มไปด้วยหินธรรมชาติ ขรุขระพอสมควร มันยากมากสำหรับการเข็นรถให้มันเคลื่อนที่ออกไป คงได้มีคนนอนแผ่กันอยู่ตรงนั้นแน่นอน
โชคดีที่ซื่อหลางไหวพริบดีมาก เขาพยายามให้เราเข็นรถจนหันหัวรถไปทางลาดลงเนิน เพื่อใช้แรงโน้มถ่วงช่วยในการเข็น พวกเราช่วยกันออกแรง แล้วก็ โชคเข้าข้างครับ รถกลับมาสตาร์ตติดอีกครั้ง ตอนนั้นบอกเลยว่า ดีใจกันสุด ๆ

หลังจากผ่านภารกิจเข็นรถบนยอดเขามาได้ ในที่สุดเราก็มาถึง Yuan Yuan Café


และเมื่อมองออกไปจากคาเฟ่ ผมว่าคุ้มค่ากับการเข็นรถจริง ๆ ครับ วิวตรงหน้ากว้างสุดสายตา ภูเขา ทุ่งหญ้า ถนน เรียงตัวอยู่ในเฟรมเดียวกัน แม้อากาศจะยังไม่เปิดเต็มที่ แต่เพียงแค่นั่งนิ่ง ๆ มองออกไป ก็รู้สึกเหมือนได้พักใจอยู่กลางธรรมชาติ

เลยจาก Yuan Yuan Café ไปยังมีจุดชมวิวอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งสามารถมองเห็นทะเลสาบได้จากระยะไกล แต่ต้องเดินเข้าไป หรือไม่ก็ใช้บริการรถไฟฟ้า แต่ตอนนั้นฝนเริ่มตกพรำ ๆ อีกครั้ง และท้องฟ้าก็ปิด พวกเราจึงตัดสินใจว่า เอาแค่นี้ก็พอ นั่งชมวิวที่คาเฟ่ก็มีความสุขแล้ว


ระหว่างกำลังจะกลับขึ้นรถ จู่ ๆ สมาชิกในทริปก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างตรงหน้าผา พอหันไปดู ปรากฏว่าเป็นแกะสีน้ำเงิน หรือภารัล (Bharal / Himalayan blue sheep) กำลังเล็มหญ้าอยู่ตามผาหิน บางตัวมีเขาขนาดใหญ่โค้งสวยงามมาก งานนี้กล้องที่เก็บเข้ากระเป๋าไปแล้วต้องหยิบออกมาใหม่อีกครั้งครับ




อีกหนึ่งความงดงามที่ซ่อนตัวอยู่ในดินแดนแห่งนี้คือ ทะเลสาบหลานหลง (Lanlong Cuo)
ผืนน้ำสีฟ้าใสที่เมื่ออากาศเป็นใจ จะสะท้อนเงาของยอดเขาลงบนผิวน้ำอย่างชัดเจน จนดูเหมือนมีภูเขาอีกลูกซ่อนอยู่ใต้ทะเลสาบ เบื้องหน้าคือยอดเขาหินรูปร่างแปลกตา เบื้องล่างคือผืนน้ำสีฟ้า ตัดกับทุ่งหญ้าสีเขียวที่โอบล้อมอยู่โดยรอบ ทุกองค์ประกอบดูเหมือนธรรมชาติจัดวางเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว แทบไม่ต้องแต่งเติมอะไรเลยครับ
เต็มอิ่มกับเหลียนเป่าเย่เจ๋อแล้ว ก็ถึงเวลาต้องเดินทางกลับ แต่ก่อนกลับ ซื่อหลางยังพาพวกเราแวะอีกหนึ่งสถานที่ นั่นคือ อารามเกอโมซื่อครับ


ผมเดินทางมาถึงประมาณ 19.00 น. เห็นว่าอารามยังเปิดอยู่ ก็เลยลองเดินเข้าไปชมบรรยากาศด้านในกันสักหน่อย พื้นที่ภายในอารามกว้างใหญ่มาก และจากที่สังเกตเห็นลามะหลายรูปมานั่งพักผ่อนอยู่บริเวณสนามหญ้าหน้าอาราม จนผมแอบคิดว่าที่นี่น่าจะเป็นทั้งอารามและสถานที่ศึกษาของลามะอย่างแน่นอน


ประตูทางเข้ามีขนาดใหญ่โตมาก และเมื่อแหงนหน้าขึ้นไปมองบนเพดาน ก็พบกับลวดลายศิลปะทิเบตที่มีรายละเอียดประณีต สีสันสดใส สวยจนต้องหยุดถ่ายภาพเก็บไว้


อารามเกอโมซื่อ (Gemosi Monastery) เป็นวัดพุทธทิเบตนิกายเกลุกปะ หรือ ‘หมวกเหลือง’ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1790 สมัยราชวงศ์ชิง ไฮไลต์สำคัญของวัดแห่งนี้คือองค์พระศรีอริยเมตไตรย ขนาดใหญ่ สูงถึง 37 เมตร หล่อจากทองเหลืองน้ำหนักประมาณ 332 ตัน และเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระเศียรของพระอาจารย์ซงคาปา ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งนิกายเกลุก (หมวกเหลือง) โดยในโลกนี้มีเพียง 2 วัดเท่านั้นที่ได้ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้ไว้ ซึ่งผมคาดว่าน่าจะอยู่ในอาคารหลังนี้ เสียดายที่ปิดเสียแล้ว ผมเลยไม่มีโอกาสได้เข้าไปชมด้านใน

วิหารส่วนใหญ่ปิดแล้ว แต่มีอยู่หนึ่งวิหารที่ยังเปิดอยู่ ผมจึงลองเดินเข้าไปชมด้านใน เห็นว่าไม่มีป้ายห้ามถ่ายรูป ก็เลยใช้ภาษามือสอบถามลามะที่อยู่ด้านในว่าสามารถถ่ายรูปได้ไหม ท่านพยักหน้า แค่นั้นแหละครับ ไม่รอช้า หยิบกล้องขึ้นมาเก็บภาพทันที


ตรงกลางคือพระอาจารย์ซงคาปา (Tsongkhapa) บุคคลสำคัญของพุทธศาสนาทิเบต และเป็นผู้วางรากฐานของนิกายเกลุกปะ ส่วนด้านข้างเป็นศิษย์สำคัญของท่าน Gyaltsab Je และ Khedrup Je องค์ซงคาปาสังเกตได้จาก หมวกสีเหลือง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของนิกายเกลุกปะ

วันนี้เรียกว่าเที่ยวกันตั้งแต่เช้าจนค่ำจริง ๆ ครับ
ได้เห็นทั้งภูเขาหิน ทะเลสาบ ทุ่งหญ้า หมอก ฝน แกะสีน้ำเงิน แถมยังมีภารกิจพิเศษอย่างช่วยกันเข็นรถบนความสูงกว่า 4,000 เมตรอีกด้วย เรียกว่าครบรสจริง ๆ สำหรับหนึ่งวัน
คืนนี้คงต้องกลับไปพักผ่อนนอนตุนแรงที่โรงแรมเดิมครับ
วันที่ 8 | เกอร์ตี > หยางหรงฮาเต๋อ


บรรยากาศยามเช้าบนห้องอาหารของโรงแรม วันนี้เป็นเช้าที่ค่อนข้างสบาย ๆ เพราะหลังจากรับประทานอาหารเช้าแล้ว โปรแกรมของเราแทบไม่มีอะไรเป็นพิเศษ
แต่ก่อนจะตีรถยาวไปยังเมืองเฮยสุ่ย ซื่อหลางขอพาพวกเราแวะชมอีกหนึ่งสถานที่สำคัญในเมืองอาป้าเสียก่อน นั่นคือ อาราม Kirti Gompa หรือที่รู้จักกันในชื่อ Gerdeng Monastery


อารามแห่งนี้เป็นวัดพุทธทิเบตนิกาย เกลุกปะ (Gelugpa) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘นิกายหมวกเหลือง’ โดยข้อมูลที่มีการเผยแพร่กันอย่างกว้างขวางระบุว่า ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1472 โดย Rongpa Chenakpa ศิษย์ของพระอาจารย์ซงคาปา ผู้วางรากฐานสำคัญของนิกายเกลุกปะ





Kirti Gompa ถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของพุทธศาสนาทิเบตในภูมิภาคอัมโด และเป็นอารามขนาดใหญ่ของเมืองอาป้า ภายในมีทั้งวิทยาลัยสำหรับศึกษาพระธรรม อาคารประกอบศาสนกิจ รวมถึงเจดีย์ขนาดใหญ่ที่เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของวัด
หลังจากชมวัดกันพอสมควรแล้ว วันนี้ไม่มีโปรแกรมอะไรแล้วครับ เรียกว่าตีตั๋วยาวไปเฮยสุ่ยกันเลย แต่ถึงจะไม่มีโปรแกรม เราก็ยังมีโปรแกรมลับที่ทุกคนรู้กันดีอยู่แล้ว นั่นคือ ‘เห็นวิวสวย = จอด’
นั่งรถขึ้นเขามาได้สักพัก ซื่อหลางถามขึ้นมา “สวยไหม?” มีหรือครับที่พวกเราจะพลาดโอกาส ตอบกลับไปทันทีว่า “สวย!” ซื่อหลางก็จัดให้ครับ ค่อย ๆ หาที่จอดให้พวกเราได้ลงไปเก็บภาพกัน



มุมนี้มองเห็นทิวเขาสลับซับซ้อนอยู่เบื้องหน้า และไกลออกไปกำลังมีฝนตกลงบนภูเขา เกิดเป็นม่านฝนบาง ๆ ทำให้ภาพตรงหน้ามีทั้งภูเขา หมอก และฝนซ้อนกันเป็นชั้น ๆ
และไหน ๆ ซื่อหลางก็จอดให้แล้ว ขอเพิ่มภารกิจอีกสักอย่าง “ซื่อหลาง…ขอจุดยิงกระต่ายหน่อย!” ซื่อหลางก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ จัดมุมจอดข้างน้ำตกให้เรียบร้อย

เรียกว่า ยิงกระต่ายพร้อมชมวิวไปด้วย
นั่งรถกันต่อไปอีกพักใหญ่ จู่ ๆ สมาชิกก็มองเห็นวิวสวยอีกจุดหนึ่ง คราวนี้ไม่ต้องรอให้ซื่อหลางถามแล้วครับ ทุกคนพูดพร้อมกันเป็นเสียงเดียวว่า “สวย!” ซื่อหลางก็ไม่ขัดศรัทธา จอดรถให้ทันที


ระหว่างทางจึงไม่จำเป็นต้องมีโปรแกรมมากมาย เพราะบางครั้ง วิวข้างทางก็คือโปรแกรมที่ดีที่สุด
จากนั้นเราก็เดินทางกันต่อยาว ๆ จนมาถึงจุดหมายปลายทางของวันนี้ หยางหรงฮาเต๋อ


หยางหรงฮาเต๋อ (Yangrong Hade Tibetan Village) เป็นหมู่บ้านทิเบตที่ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาและสายน้ำ เป็นหนึ่งในหมู่บ้านทิเบตที่มีชื่อเสียงด้านความสวยงามของมณฑลเสฉวน และปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นักเดินทางสามารถเข้ามาสัมผัสวิถีชีวิตและสถาปัตยกรรมแบบทิเบตได้
และคืนนี้ผมจะเข้าพักที่นี่ครับ ที่พักของผมเป็นแบบโฮมสเตย์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่ผมชอบมาก เพราะไม่ได้แค่เข้าพักแล้วจากไป แต่ได้สัมผัสวิถีชีวิตของชาวทิเบตมากขึ้น

บ้านหลังนี้คือบ้านที่ผมจะเข้าพักครับ

เมื่อเดินเข้าไปด้านใน จะเจอกับห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่

ติดกันเป็นห้องอาหาร ซึ่งพรุ่งนี้เช้าเราจะมารับประทานอาหารกันที่ห้องนี้
ส่วนห้องพักสำหรับนักท่องเที่ยวจะอยู่บริเวณชั้น 2 และชั้น 3 แต่ละห้องจะมีห้องน้ำส่วนตัว ถ้าใครโชคดีก็ได้ชักโครก โชคร้ายก็ได้โถนั่งยองครับ




สำหรับห้องพักผมอยู่ชั้น 3 ห้องพักกว้างขวางใช้ได้เลยครับ ภายในตกแต่งด้วยไม้ ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเข้ากับบรรยากาศของหมู่บ้านบนภูเขา ส่วนห้องน้ำก็กว้างขวางดีทีเดียว โชคดีหน่อยที่ได้ห้องน้ำแบบชักโครก
เก็บสัมภาระเข้าที่เข้าทางเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาออกไปเดินสำรวจหมู่บ้านกันครับ


สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตเห็นทันทีคือ บริเวณหน้าบ้านแต่ละหลังจะปลูกพืชผักสวนครัวไว้หลายชนิด ทั้งกะหล่ำปลี ผักกาดเขียว พริก ถั่วลันเตา และผักอีกหลายอย่าง ทำให้เห็นว่าหมู่บ้านแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยว แต่ยังคงมีวิถีชีวิตของผู้คนอยู่จริง

ส่วนประตูทางเข้าบ้านแต่ละหลัง ก็มีการตกแต่งด้วยลวดลายสีสันสวยงามตามแบบศิลปะทิเบต

เดินไปเรื่อย ๆ จนมาถึงบริเวณกลางหมู่บ้าน จะมีร้านอาหารอยู่ด้วย ซึ่งมื้อเย็นวันนี้ผมก็มาฝากท้องกันที่นี่ครับ


พอตกค่ำ บรรยากาศในหมู่บ้านก็เริ่มเปลี่ยนไป ประมาณ 2 ทุ่ม จะมีการแสดงรอบกองไฟ โดยแม่บ้านจากบ้านแต่ละหลังจะออกมาร่วมเต้นในสไตล์ทิเบต เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมและร่วมสนุกไปด้วยกัน เสียงร้องเพลง เสียงหัวเราะ และผู้คนที่ออกมาร่วมกิจกรรม ทำให้หมู่บ้านที่ตอนกลางวันดูเงียบสงบกลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกแบบ



แต่มีอีกหนึ่งช่วงเวลาที่ผมรอคอยมากที่สุด คือช่วงที่บ้านแต่ละหลังเริ่มเปิดไฟส่องสว่าง แสงไฟสีส้มอุ่น ๆ จากบ้านเรือนค่อย ๆ ปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืด ทำให้ภาพของหมู่บ้านเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
ผมเดินหามุมถ่ายภาพอยู่พักใหญ่ จนมาเจอกับภาพของเจดีย์ทิเบตสีขาว โดยมีบ้านเรือนของชาวทิเบตเป็นฉากหลัง เห็นมุมนี้แล้วให้อารมณ์เหมือนได้หลุดไปอยู่เมือง Hallstatt ประเทศออสเตรียเลยครับ
ถึงจะไม่ได้เหมือนกันทุกอย่าง แต่บรรยากาศของหมู่บ้านที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางภูเขา บ้านเรือนที่มีแสงไฟอุ่น ๆ และฉากหลังเป็นธรรมชาติ ทำให้ผมนึกถึง Hallstatt ขึ้นมาทันที
นั่งชมบรรยากาศยามค่ำจนเต็มอิ่มแล้วก็ถึงเวลาต้องกลับเข้าที่พัก คืนนี้คงต้องรีบนอนกันหน่อยครับ เพราะพรุ่งนี้คือวันสุดท้ายของทริปแล้ว
วันที่ 9 | หยางหรงฮาเต๋อ > เฉิงตู > สุวรรณภูมิ
เช้าวันสุดท้ายของทริป ผมตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงสายฝนพรำ ๆ มองออกไปนอกหน้าต่างแล้วก็คิดว่า เอาแล้วไง จะได้เห็นหมู่บ้านในตอนเช้าสวย ๆ ไหมเนี่ย


ระหว่างรอให้ฝนหยุด เจ้าของบ้านก็นำอาหารเช้ามาเสิร์ฟให้พวกเราถึงโต๊ะ ต้องบอกเลยครับว่าอาหารเช้าถูกจัดมาอย่างสวยงาม ดูใส่ใจรายละเอียดมาก ในชุดอาหารมีทั้งข้าวต้มธัญพืช ไข่ดาว แป้งหน้าตาคล้ายแพนเค้ก (แต่เนื้อสัมผัสแตกต่างออกไป) มันนึ่ง รวมถึงผักดอง ผักกาดหอมคลุกเคล้ากับน้ำมันงา เสิร์ฟพร้อมชาร้อน เป็นอาหารเช้าแบบเรียบง่ายดีครับ
โชคดีที่หลังรับประทานอาหารเสร็จ ฝนเริ่มซาลง ผมจึงไม่รอช้า คว้าร่มแล้วออกไปยังจุดถ่ายรูปเมื่อคืนทันที เพราะในใจแอบหวังอยู่ลึก ๆ ว่า “ถ้าตอนกลางคืนสวยแล้ว ตอนเช้าจะสวยขนาดไหนนะ”


และผมก็ไม่ผิดหวังครับ หมู่บ้านหยางหรงฮาเต๋อในยามเช้าให้บรรยากาศแตกต่างจากเมื่อคืนโดยสิ้นเชิง บ้านเรือนที่เมื่อคืนส่องแสงสีทอง วันนี้กลับกลายเป็นบ้านทิเบตท่ามกลางสายหมอกบาง ๆ ทิวเขาด้านหลังหมู่บ้านถูกหมอกปกคลุมบางส่วน ทำให้เกิดเป็นฉากหลังที่ดูนุ่มนวลและมีมิติมากขึ้น เป็นอีกหนึ่งภาพที่ผมชอบมาก ภาพเดียวกัน แต่คนละเวลา กลับให้อารมณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ถ่ายภาพจนเต็มอิ่มแล้ว ก็ถึงเวลาต้องบอกลาหมู่บ้านแห่งนี้ วันนี้เป็นวันสุดท้ายของทริปแล้วครับ
จากหยางหรงฮาเต๋อ ซื่อหลางต้องพาพวกเราตีรถยาวประมาณ 6 ชั่วโมง มุ่งหน้าสู่นครเฉิงตู ระยะทางยาวพอสมควร แต่พวกเราก็ยังคงนั่งชมวิวสองข้างทางกันไปเรื่อย ๆ ตอนนี้จิตใจของทุกคนลอยไปอยู่ที่ร้าน Taode Casserole แล้ว เพราะ เอ โฆษณาร้านนี้ให้ลูกทริปอยากชิมเมนู กุ้งอบวุ้นเส้น มาหลายวันแล้ว
และต้องบอกเลยว่าอร่อยจริงครับ อาหารแต่ละเมนูถูกปากทุกคน แถมราคาไม่แพงด้วย จนมื้อนี้กลายเป็นหนึ่งในมื้อที่ทุกคนแฮปปี้ที่สุดตลอด 9 วัน
อิ่มท้องกันเรียบร้อยแล้ว ทุกคนลงมติเป็นเอกฉันท์ว่า ไหน ๆ ก็มาถึงเฉิงตูแล้ว ขอซื้อตุ๊กตาหมีแพนด้าเป็นของฝากกลับบ้านหน่อย
ซื่อหลางจึงพาพวกเราไปยังร้านค้าส่ง เพื่อเลือกซื้อของฝากประเภท หมีแพนด้า ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กตาผ้าแม็กเน็ต แพนด้ากวักพลังแสงอาทิตย์ เป้แพนด้า ที่คาดผมแพนด้า งานนี้ไม่มีใครกลับมือเปล่าครับ แต่ละคนได้ของติดไม้ติดมือกลับบ้านกันถ้วนหน้า
จากนั้นเวลา 16.45 น. เรามุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานนานาชาติเฉิงตูเทียนฝู ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ก็เดินทางมาถึงสนามบิน
และแล้วก็ถึงเวลาที่ไม่อยากให้มาถึงที่สุด 22.05 น. เครื่องบินของสายการบิน Sichuan Airlines ทะยานขึ้นจากสนามบินเฉิงตู มุ่งหน้ากลับประเทศไทย และกลับถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิใน เวลา 00.10 น. เป็นอันจบทริปด้วยความประทับใจ
เส้นทางกว่า 9 วัน พาผมผ่านทั้งมณฑลกานซู่และมณฑลเสฉวน ได้พบทั้งอารามพุทธแบบทิเบต ทุ่งหญ้า ทะเลสาบ พื้นที่ชุ่มน้ำ ขุนเขาหิน และหมู่บ้านทิเบต แต่สิ่งที่ได้กลับมาไม่ได้มีเพียงภาพถ่าย มันคือ ประสบการณ์ใหม่ ๆ เรื่องราวระหว่างทาง และความทรงจำอีกมากมาย ที่คงจะอยู่กับผมไปอีกนาน
ทริปนี้ทำให้ผมได้รู้ว่า บางครั้ง การเปลี่ยนเส้นทางจากสิ่งที่ตั้งใจไว้แต่แรก ก็อาจทำให้เราได้พบกับสถานที่ที่สวยงามเกินกว่าที่จินตนาการเอาไว้..แล้วพบกันใหม่ครับ
ลุงเสื้อเขียว
วันอังคารที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569 เวลา 23.47 น.







